
พิษค่าจ้างแก้ก่อนสาย
รัฐบาลไม่ควรปล่อยให้ผลกระทบจากการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท นำร่องใน 7 จังหวัด เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา
รัฐบาลไม่ควรปล่อยให้ผลกระทบจากการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท นำร่องใน 7 จังหวัด เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา
ขยายวงผลกระทบกว้างในกลุ่มผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ผลิตรายกลางรายย่อย หรือเอสเอ็มอี ให้หนักถึงเข้าขั้นโคม่า แล้วถึงจะออกมาตรการมาช่วยเหลือ เพราะแนวทางนี้คงไม่น่าจะเป็นการบริหารผลกระทบที่เกิดก่อนเปลี่ยนเข้าสมดุลใหม่ ตามนโยบายประชานิยมของรัฐบาลที่ถูกต้อง
หลังผู้ประกอบการหลายกลุ่มอุตสาหกรรมต่างรอดูว่าภายใน 3 เดือน นับจากต้นเดือน เม.ย. ที่โดนผลกระทบต้นทุนค่าจ้างพุ่งพรวดเฉลี่ย 40% จะมีช่องทางในการปรับตัวอย่างไร เพื่อรับมือต้นทุนที่เพิ่มอย่างเฉียบพลันได้บ้าง
ไล่ไปตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต หลายรายนำเข้าเครื่องจักรราคาถูกมาจากประเทศจีน เข้ามาช่วยเพื่อลดค่าจ้างงานลง ผลคือทำให้เกิดปัญหาใหม่คนตกงานมากขึ้น บางรายใช้วิธีลดขั้นตอนในการผลิต ในส่วนของขั้นตอนใช้แรงงานจำนวนมาก นำขั้นตอนผลิตนั้นไปจ้างภายนอกผลิต หรือเอาต์ซอร์ส เพื่อลดต้นทุนค่าจ้างลง
นอกจากนี้ ยังหาทางลดต้นทุนตั้งแต่วัตถุดิบผลิตสินค้า ลดต้นทุนบรรจุภัณฑ์ หรือบางสินค้าที่ลดไม่ไหวจริงๆ ก็อาจลดวัตถุดิบหรือบรรจุภัณฑ์ จนกระทบคุณภาพสินค้าหรือบริการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
รวมทั้งในท้ายที่สุด ต้นทุนค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นมาแล้วหาทางลดไปในแต่ละขั้นตอนการผลิตไม่ได้ หาทางลดต้นทุนวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ไม่ได้ สุดท้ายก็คงต้องนำต้นทุนดังกล่าวมาขึ้นราคาสินค้า ซึ่งเป็นที่ทราบกันในหลายสินค้า ยังไม่มีการแข่งขันสมบูรณ์มีกลไกมากพอ จะทำให้ราคาเป็นธรรมกับทั้งผู้ผลิตผู้ขายและผู้บริโภค
ภาพที่เอสเอ็มอีทยอยเจ๊งหรือย้ายโรงงานไปผลิตที่ประเทศเพื่อนบ้าน คงมีมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 3 เดือนนับจากนี้ เห็นได้จากแค่ผลค่าจ้างปรับขึ้นเมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมาครึ่งเดือน ขณะนี้สมาชิกสมาพันธ์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทย ซึ่งส่วนใหญ่ 90% เป็นเอสเอ็มอี ได้แจ้งปิดโรงงานและกำลังจะปิดไปแล้ว 100 ราย
จริงอยู่ผู้ประกอบการต้องมีการปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง หากใครปรับตัวไม่ทันก็ต้องล้มหายตายจากไปตามระบบทุนนิยม แต่อย่าลืมว่า ปัจจัยที่กระทบกับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีครั้งนี้ เกิดจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาลเพื่อไทยที่หาเสียงให้ชนะการเลือกตั้ง
จึงอยากให้รัฐบาลเร่งนำมาตรการช่วยลดผลกระทบจากต้นทุนค่าจ้างขึ้นให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีเข้าคณะรัฐมนตรีพิจารณา และที่สำคัญให้มีผลในการปฏิบัติให้เร็ว
อย่ารอให้ถึง 3 เดือนที่เอสเอ็มอีพยายามจะช่วยตัวเองก่อนเลือกที่จะปิดกิจการแล้วกัน เพราะหากปล่อยให้เอสเอ็มอีต้องล้มตายด้วยพิษประชานิยมแบบนี้ ระยะยาวระบบเศรษฐกิจที่ทั่วโลกรวมทั้งไทย ต้องพึ่งเอสเอ็มอีในประเทศเป็นตัวขับเคลื่อนจะพังเสียก่อน รัฐบาลต้องลงมือแก้เดี๋ยวนี้







