
ขรก.วืดเงินเดือนหมื่นห้าประจานรัฐบาลถังแตก-สัญญาเกินตัว
โรคเลื่อนขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 1.5 หมื่นบาท ทำให้รัฐบาลเสียหน้าอยู่ไม่น้อย
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โรคเลื่อนขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 1.5 หมื่นบาท ทำให้รัฐบาลเสียหน้าอยู่ไม่น้อย
ตั้งแต่พรรคเพื่อไทยออกแคมเปญสู้ศึกเลือกตั้งเพิ่มเงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท เพิ่มค่าจ้าง 300 บาท ก็ถูกรุมสกรัมอย่างหนักทั่วสารทิศว่า ทำได้ยาก โม้เกินจริง หวังผลคะแนนการเมืองจนไม่คำนึงถึงความเป็นไปได้ ไม่รวมถึงผลกระทบต่างๆ นานา ที่จะกระทบกับเศรษฐกิจเป็นลูกโซ่ยาวเป็นหางว่าว
ถึงวันนี้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำรัฐบาลกุมอำนาจการบริหารประเทศเบ็ดเสร็จ ต้องกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะนโยบายเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท และค่าจ้าง 300 บาท เป็นบูเมอแรงพุ่งใส่ตัวยิ่งวันยิ่งแรงขึ้น
การขึ้นค่าจ้าง 300 บาท ไม่ต้องพูดถึง รัฐบาลนำร่องได้แต่ 7 จังหวัด แต่ผลกระทบกลายเป็นตัวเร่งตัวหนึ่งที่ทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้นทุกหย่อมหญ้า
ส่วนการขึ้นเงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท รัฐบาลก็ได้ครึ่งๆ กลางๆ สุกๆ ดิบๆ เพราะไม่สามารถไปบังคับภาคเอกชนขึ้นเงินลูกจ้างได้ 1.5 หมื่นบาท ได้อย่างที่คุยหาเสียงไว้ที่ดูเหมือนว่าคนทำงานทุกคนไม่ว่าจะเป็นเอกชนหรือข้าราชการที่จบปริญญาตรีจะได้เงินเดือน 1.5 หมื่นบาท
หรือแม้แต่ขึ้นเงินเดือนข้าราชการปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท ที่รัฐบาลให้สัญญาว่าทำได้ทันที แต่พอเข้ามาจริงก็ทำไม่ได้อย่างที่สัญญาไว้ เพราะการขึ้นเงินเดือนปริญญาตรีมีผลกระทบเป็นจำนวนมาก
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบประมาณที่ต้องใช้เพิ่มขึ้นจำนวนไม่น้อย ที่สำคัญการขึ้นเงินเดือนข้าราชการปริญญาตรี ก็ต้องปรับให้ส่วนอื่นๆ ทั้งระบบ ทำให้เป็นภาระก้อนโตขึ้นไปอีก
ที่ผ่านมารัฐบาลจึงดำเนินโครงการแบบขายผ้าเอาหน้ารอด เปลี่ยนจากปรับเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท เป็นรายได้ปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท โดยการเพิ่มเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว (พ.ช.ค.) เติมให้เต็ม 1.5 หมื่นบาท ที่มีผลมาตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2555
รัฐบาลสัญญาว่า จะปรับเงินเดือนข้าราชการปริญญาตรีเป็น 1.5 หมื่นบาท พร้อมกับปรับเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทั้งระบบในเดือน เม.ย. 2555
แต่เมื่อถึงเวลาจริงๆ รัฐบาลกลับนำเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรีให้เลื่อนการขึ้นเงินเดือนราชการไปถึงปี 2557 หรืออีก 2 ปีข้างหน้า
โดยในปี 2556 จะปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการเป็น 1.3 หมื่นบาท ส่วนที่เหลือจ่ายเป็นเงิน พ.ช.ค.ให้ครบ 1.5 หมื่นบาท และจะได้เงินเดือนครบ 1.5 หมื่นบาท ในปี 2557
การเลื่อนขึ้นเงินเดือน ทำให้ข้าราชการ2 ล้านคน รู้สึกแอบผิดหวังอยู่ในใจ ถึงแม้ว่ารายได้จริงจะได้ถึง 1.5 หมื่นบาท ตามที่รัฐบาลสัญญาไว้
แต่การได้ฐานเงินเดือนจริงๆ เต็มๆ 1.5หมื่นบาท ย่อมดีกว่า การได้รายได้เพราะฐานเงินเดือนจะทำให้เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมากขึ้น รวมถึงสวัสดิการต่างๆ ที่ได้มาจากการคิดจากฐานเงินเดือน
กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ออกมายอมรับว่า การเลื่อนขึ้นเงินเดือนข้าราชการมีเหตุผลสำคัญ คือ ไม่มีเงินงบประมาณพอจ่าย
เพราะจากการดีดลูกคิดทั้งหมดพบว่า การขึ้นเงินเดือนข้าราชการปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท ทำให้ต้องขึ้นเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบ ต้องใช้เงินงบประมาณเพิ่มอีกปีละ 5-6 หมื่นล้านบาท ในภาวะข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ รัฐบาลมีแต่รายจ่ายไม่มีรายได้เช่นนี้ ภาระที่เพิ่มขึ้นปีละ 5-6 หมื่นล้านบาท เป็นภาระที่หนักอึ้งทางการเงินการคลัง
ก่อนหน้านี้มีหายฝ่ายท้วงติงว่า รัฐบาลจะถังแตกจากการทำนโยบายประชานิยมลด แลก แจก แถม เพื่อเก็บเงินไว้ใช้ในเรื่องที่จำเป็น เป็นประโยชน์เศรษฐกิจ แต่รัฐบาลก็ดาหน้ายืนยันว่าไม่จริงเอาอยู่ไม่ฟังเสียงท้วง
แต่เมื่อการเลื่อนการขึ้นเงินเดือนข้าราชการเมื่อเงินงบประมาณไม่พอ ทำให้รัฐบาลปฏิเสธต่อไปไม่ได้ว่า รัฐบาลถังแตกชักหน้าไม่ถึงหลัง อย่างไม่มีข้อแก้ตัว
เพราะต้องไม่ลืมก่อนหน้านี้รัฐบาลออก พ.ร.ก.โอนภาระหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 1.14 ล้านล้านบาท ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดภาระดอกเบี้ยได้ถึง 6 หมื่นล้านบาท แต่กลับยังไม่สามารถเพิ่มเงินเดือนข้าราชการได้ แสดงให้เห็นว่าฐานะการเงินการคลังของประเทศมีปัญหา
นอกจากนี้ รัฐบาลมีแผนลดการขาดดุลงบประมาณจากปี 2555 ที่ระดับ 4 แสนบาทล้าน ไปปีละ 1 แสนล้านบาท เพื่อทำให้งบประมาณสมดุลในปี 25582559 แต่หากต้องขึ้นเงินเดือนข้าราชการ ย่อมทำให้การทำงบประมาณสมดุลถูกลากล่าช้าออกไปอีกซึ่งไม่เป็นผลดีกับฐาานะการเงินการคลังของประเทศอย่างแน่นอน เนื่องจากหนี้สาธารณะจะพุ่งชนเพดานกรอบความยั่งยืนการคลังเกิน 60% ของจีดีพี
ขณะที่การเก็บรายได้ของประเทศก็น่าเป็นห่วง มีการปรับโครงสร้างภาษีนิติบุคคลจาก 30% เป็น 23% ในปีนี้ และ 20% ปีหน้า ทำให้ภาษีหายไปปีละ 1.5 แสนล้านบาท ต่อไปยังมีคิวลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทำให้รายได้หายไปอีกเป็นหมื่นล้านบาท
ด้านภาษีน้ำมันดีเซล ก็ยังขยายเวลาไม่เก็บทำให้รายได้ของกรมสรรพสามิตหายไปเดือนละ 9,000 ล้านบาท ส่วนการเก็บภาษีของกรมศุลกากรยิ่งวันยิ่งน้อยจากอัตราภาษีที่ลดลง
สำหรับการเพิ่มรายได้ก็ถูกเบรกตีตกหมดไม่ว่าจะป็นการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) การเก็บภาษีบาปของกรมสรรพสามิตหลายรายการ ทำให้รัฐบาลกระเป๋าฉีก กระทบชิ่งมาถึงการขึ้นเงินเดือนข้าราชการที่ต้องดีเลย์ออกไปก่อน
นโยบายขึ้นเงินเดือนราชการปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท ไม่ได้เป็นโครงการแรกและโครงการสุดท้าย ที่รัฐบาลหาเสียงไว้เกินจริง และไม่มีเงินมาถมโครงการต่างๆ นานาได้หมด ตราบใดที่รัฐบาลยังเดินหน้าโครงการประชานิยมหว่านแลก แจกแล้วแจกอีกไม่ยอมหยุด
โครงการพักหนี้รายย่อยไม่เกิน 5 แสนบาท เป็นตัวอย่างที่ดีว่า รัฐบาลสักแต่ทำโครงการหาเสียงทางการเมือง โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายและความคุ้มค่าของเงินที่ต้องเสียไป
ที่ผ่านมาการพักชำระหนี้เฉพาะหนี้เสียก็พอทน พอมีเหตุผล แต่พอมีคนมาเข้าโครงการน้อย ก็จะเปิดโครงการเฟสใหม่พักหนี้ดี ที่ไม่มีที่ไหนในโลกทำกัน อยู่ดีๆ ลูกหนี้ไม่มีปัญหา ก็ไปพักหนี้เสียอย่างนั้น
ที่สำคัญการดำเนินโครงการรัฐบาลต้องใช้เงินกว่า 1 หมื่นล้านบาท ชดเชยให้กับธนาคารรัฐที่เกี่ยวข้อง รวม 3 ปี รัฐบาลต้องใช้เงินถึง 3 หมื่นล้านบาท ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ กับโครงการที่ไม่เป็นเรื่อง ไม่ควรดำเนินการ และทำให้รัฐบาลถึงแตกมากขึ้น
หากรัฐบาลยังใช้เงินเป็นเบี้ย เหมือนพิมพ์ธนบัตรได้เอง เมื่อถึงเวลาต้องขึ้นเงินเดือนข้าราชการปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท อาจจะต้องเจอโรคเลื่อนอีกครั้งก็เป็นไปได้
เพราะนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลส่วนใหญ่ปรากฏชัดว่า เป็นการสัญญาเกินจริง และทำให้รัฐบาลถังแตกเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ ขณะที่เศรษฐกิจก็ได้ผลกระทบจากหายใจไม่ทั่วท้องอยู่ทุกวันนี้







