
ถกแก้รธน.วาระสองยังอืด
ประชุมร่วมรัฐสภาถกแก้รัฐธรรมนูญวาระสองยังคืบหน้าช้า ฝ่ายค้านซัดกมธ.ปล้นมติเสียงข้างน้อย ขู่หากดึงดันม็อบมาแน่
ประชุมร่วมรัฐสภาถกแก้รัฐธรรมนูญวาระสองยังคืบหน้าช้า ฝ่ายค้านซัดกมธ.ปล้นมติเสียงข้างน้อย ขู่หากดึงดันม็อบมาแน่
เมื่อวันที่ 18 เม.ย. การประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ดำเนินต่อเนื่องเป็นวันที่สาม หลังจากพักการประชุมเมื่อวันที่ 11 เม.ย. เนื่องจากเหตุแผ่นดินไหวที่ภูเก็ต โดยนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภาเปิดการประชุมด้วยการให้รับทราบพระบรมราชโองการ ขยายสมัยประชุมสภาซึ่งจะครบในวันที่ 18 เม.ย. ออกไปจนกว่าจะมีกฤษฎีกาให้มีการปิดสมัยประชุม
การพิจารณาต่อในมาตรา 4 ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยการอภิปรายเริ่มเมื่อ 10.00 น. โดยนางรัษฎาพร แก้วสนิท ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องให้มีความเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิงให้เป็นข้อกำหนดไว้ในมาตรา 291 เพื่อ สสร.นำไปบรรจุในร่างรัฐธรรมนูญใหม่ รวมทั้งเรียกร้องให้ สสร. ส่วนที่มาจากการสรรหาของรัฐสภาให้มีสัดส่วนของสตรีด้วยตามความเหมาะสม
จากนั้นมีการโหวตเมื่อ 10.47 น. ผลเสียงข้างมากเห็นด้วยตามกรรมาธิการเสียงข้างมาก 331 เสียง ต่อ 112 เสียง
อย่างไรก็ตามเกิดเหตุโต้แย้งเนื่องจากการให้สัมภาษณ์ของนายนิคม ไวยรัชพาณิชย์ รองประธานวุฒิสภาที่ให้สัมภาษณ์สื่อทำนองว่าการเดินหน้าพิจารณาร่างแก่ไขรัฐธรรมนูญช้าเพราะพรรคประชาธิปัตนย์ถ่วงเวลา ต้องใขช่เวลาตอบต็ระหว่างนายนิคมกับ ส.ส. ประชาธิปัตย์กว่า 1 ชั่วโมงเศษ
จากนั้นเป็นการพิจารณามาตรา 291/1 ว่าด้วยโครงสร้างและที่มา สสร. โดยผู้สงวนคำแปรญัตติ ซึ่งเป็นฝ่ายค้าน และ วุฒิสมาชิกรวมร้อยกว่าคน ส่วนใหญ่อภิปรายไม่เห็นด้วยตามโครงสร้างที่มา สสร. ของร่างรัฐบาล ที่ให้มี สสร. 99 คน มากการเลือกตั้งจังหวัดละ 1 คน และรัฐสภาคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านอีก 22 คน ซึ่งคณะกรรมาธิการเสียงข้างเห็นชอบตามร่างของรัฐบาลทุกประการ
โดยฝ่ายที่คัดค้านระบุว่าการกำหนดให้ประธานรัฐสภากำหนดหลักเกณฑ์คุณสมบัติ และให้รัฐสภาคัดเลือก สสร. ฝ่ายผู้เชี่ยนวชาญ 22 คนนั้น เป็นการเปิดช่องให้เสียงข้างมาก หรือพรรคเพื่อไทยยึดครอง สสร. ทั้งหมด จนชี้นำเนื้อหาของการร่างรัฐธรรมนูญได้ รวมทั้งกรณีที่ให้มี สสร. เลือกตั้งจังหวัดละหนึ่งคน ก็ไม่สามารถสะท้อนตัวแทนของประชาชนโดยเสมอภาคอย่างแท้จริง เนื่องจากจังหวัดที่มีประชากรมากและประชากรน้อย แต่ได้ สสร. มา 1 คนเท่ากัน
นายเจตน์ ศิรธนานนท์ สว.สรรหา กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ได้ท้าวความถึงเหตุการณ์กลับมติในชั้นกรรมาธิการ จากที่แพ้โหวตไปแล้วด้วยคะแนน 12 ต่อ 10 ให้มี สสร. เพียงประเภทเดียว โดยนายเจตน์ได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายประณีประนอม ด้วยการให้มี สสร. 200 คน ตามสัดส่วนประชากร โดยประชาชนลงมติได้ 1 โหวตเท่ากันทั้งประเทศ และยอมให้มี สสร. ฝ่ายผู้เชี่ยวชาญด้วย 22 คน
“หากรัฐบาลไม่ต้องการให้ถูกครหาถึงความพยายามครอบงำ สสร. เพื่อชี้นำการร่างรัฐธรรมนูญ ท่านก็ควรจะแสดงการประณีประนองยอมรับแนวทางนำความต้องการของทุกฝ่ายมาไว้รวมกันแบบนี้” นายเจตน์กล่าว
นายธนา ชีรวินิจ ส.ส. พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย กล่าวว่าเราเห็นความไม่ชอบมาพากลในชั้นกรรมาธิการอย่างมาก ตนยังจะใช้สิทธิ์ต่อไปในการที่จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ในกระบวนการที่ผ่านมา เมื่อท่านใช้เสียงข้างมากทุกอย่างที่มีทำได้ แต่ตนยังเชื่อว่าหลักความยุติธรรมยังพิสูจน์ได้
“ผมไม่ประหลาดใจที่รัฐบาลต้องเร่งรีบ เพราะรัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาโจทย์ของแพงในบ้านเมืองได้ หากถ่วงเวลาไปประชาชนก็จะยอมรับรัฐบาลนี้ไม่ได้ จึงต้องเร่งรีบแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งท้ายที่สุดก็ไม่ได้ทำเพื่อประชาชนทั้งแผ่นดิน” นายธนากล่าว
นายนิพนธ์ บุญญามณี ส.ส. สัดส่วน พรรประชาธิปัตย์ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยกล่าวว่า ตนรู้สึกแปลกใจ เวลาที่พวกท่านกล่าวโจมตีรัฐธรรมนูญปี 2550 ตัวอย่างหนึ่งที่มักหยิบมาอ้าง คือการมีวุฒิสมาชิกประเภทสรรหา ที่พวกท่านเรียกว่าเป็นพวก “ลากตั้ง” แต่เวลาแก้รับธรรมนูญ ท่านกลับเขียนให้มี สสร. ลากตั้งมาเป็นผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับซะอีก แบบนี้จะรียกว่าว่าแต่เขาอีเหนาเป็นเองได้หรือไม่
การอภิปรายมีการชะงักอีกครั้ง เมื่อคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากจากฝ่ายรัฐบาล โต้แย้งกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อยจากฝ่ายค้าน กรณีการกลับมติที่เคยโหวตแพ้ในชั้นกรรมาธิการ ในมาตรา 291/1 ทำให้เสียเวลาไปราว 1 ชั่วโมง เนื่องจากฝ่ายเสียงข้างมากพยายามชี้แจงและไม่ยอมรับว่าเป็นการปล้นมติตามที่ฝ่ายค้านกล่าวหา
นายพีรพันธ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ขอแปรญัตติให้ต้องมีการกำหนดจุดเริ่มต้นของการเขียนร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับก่อน โดยเมื่อมี ส.ส. เสนอเป็นญัตติ แล้วต้องไปถามประชามติก่อน แล้วจึงจะให้มี สสร. ไม่ใช่เขียนให้อยู่ ๆ มี สสร. ขึ้นในบทถาวรอย่างที่ร่างของรัฐบาลเสนอ เพราะจะกลายเป็นการเพิ่ม สสรง เป็นองค์กรถาวรขึ้นมาในรัฐธรรมนูญไป
“มีเรื่องอื่นอีกเยอะที่บ้านเมืองนี้ต้องเดินไปข้างหน้า ไม่ใช่มีเรื่องแก้รัฐธรรมนูญอย่างเดียว ถ้าประชาชนออกเสียงประชามติก่อนว่าไม่เห็นด้วยก็จะได้เลิกไปซะ”นายพีรพันธ์กล่าว
นายวรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ตนกังวลว่า สสร. ที่ผ่านการคัดเลือกจากรัฐสภา 22 คน จะรับจ๊อบจากพรรคเพื่อไทย จะเป็นผู้ที่เขียนพิมพ์เขียวรัฐธรรมนูญ อย่างแรกคือการแทรกแซงศาล อย่างที่สองคือการแทรกแซงองค์กรอิสระ และอย่างที่สามคือการทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมาประเทศอย่างเท่ ซึ่งจะนำไปสู่ความปั่นป่วนของประเทศ
“รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีมลทินแน่นอน มันเจือปนเผด็จการเสียงข้างมากในการกลับมติในชั้นกรรมาธิการ กลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่เสียงข้างมากได้ปล้นเสียงข้างน้อยอย่างไม่สง่างาม ทั้งที่ขอเสนอของเราสอดคล้องกับร่างของประชาชนที่ให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งประเภทเดียว แต่ท่านก็ทรยศประชาชน ทั้งที่อ้างมาตลอดว่าทำเพื่อประชาชน ผมเชื่อว่ามันไม่จบแค่นี้ ฝ่ายกฎหมายต้องจัดการกับความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญฉบับนี้แน่ และถ้ามาสูตรนี้ ม็อบมาแน่นอน” นายวรงค์กล่าวย้ำ
นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวชี้แจงว่า หลัการที่รัฐสภารับมาในวาระแรก ก็ชัดเจนว่าจะต้องมี สสร. ส่วนที่มาจากการสรรหา แต่มติของคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย จะให้มี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งอย่างเดียว ซึ่งขัดกับหลักการของร่างที่รัฐสภารับมา เมื่อมติที่ชนะขัดกัน ก็ต้องเสนอให้ทบทวนด้วยการหยิบยกเองหลักการมาพิจารณาก่อน จากนั้นก็ยึดถือตามหลักการที่ยอมรับมา ตนยืนยันว่าได้ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับการประชุม
การประท้วงยืดเยื้ออีกครั้งในช่วงบ่าย เมื่อมีการโต้แย้งเรื่องการกลับมติในมาตรา 291/1 ในชั้นกรรมาธิการ โดยกรรมาธิการเสียงข้างน้อยจากพรรคประชาธิปัตย์ พยายามทวงมติที่เคยโหวตชนะกลับมา
“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น (การกลับมติ) ทำให้ผมงงมาก และรู้สึกเซ็งตามมา แต่ก็จำเป็นต้องทำหน้าที่ต่อไป และแสดงความไม่เห็นด้วยที่จะมห้มีการเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นฉบับใหม่ มีคำกล่าวกันว่าการปฏิวัติก่อให้เกิดต้นไม้ที่ออกผลเป็นพิษ แต่ผมว่าแนวทางที่ทำอยู่นี้มันก็ไม่ต่างกับการปฏิวัตินัก” นายอนันต์ อริยะชัยพานิชย์สว.สุรินทร์ กล่าวสรุป
ขณะที่นายสมศักดิ์ได้เตือนหลายครั้ง ถึงการอภิปรายวนเวียนอยู่แต่ในเรื่องการตำหนิคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากหลายรอบ
“มันวนเวียนซ้ำซากจนเวียนหัวแล้ว” ประธานรัฐสภาบ่น
การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่สองซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 3 ด้วยความเชื่องช้า โดยมีการลงมติผ่านมาเพียง 4 มาตรา ยังเหลืออีก 1 มาตรา กับอีก 16 อนุมาตรา (291/1 – 291/16) และยังมีผู้สงวนคำแปรญัตติอยู่อีกจำนวนมาก จนคาดว่าอาจจะต้องพิจารณาต่อเนื่องไปอีก 3 – 4 วัน







