posttoday
เศรษฐกิจสร้างสรรค์ อีกทางเลือกหนึ่งของไทย

เศรษฐกิจสร้างสรรค์ อีกทางเลือกหนึ่งของไทย

18 เมษายน 2555

โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

เรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์อีกสักวันเถอะ เห็นประเพณีสงกรานต์ของเราแล้วก็อดไม่ได้ เพราะนี่ก็คือตัวอย่างประเพณีวัฒนธรรมของไทยที่มีมาเป็นร้อยๆ ปี ตั้งแต่ครั้งปู่ย่าตายาย สิ่งเหล่านี้ถ้านำมาร้อยเรียงเป็นเรื่องราวเข้ากับสินค้าก็อาจจะเป็นการออกแบบ (Design) หรือนำมาสร้างสรรค์เป็นบริการ หรือถ้าสร้างสรรค์เป็นเรื่องนวนิยาย เพลง ภาพยนตร์ สารคดี ก็เป็นลิขสิทธิ์ได้ ซึ่งเท่าที่ผู้เขียนอ่านพบในช่วงวันหยุดนี้ก็มีรายการของ จ.ราชบุรี ที่นำสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์หรือที่เรียกกันติดปากว่า OTOP มาผนวกไว้กับประเพณีสงกรานต์และจัดเป็นงานใหญ่ของจังหวัด

อันที่จริงการผนวกมรดกทางวัฒนธรรมเข้ากับเทคโนโลยีแล้วสร้างสรรค์ให้เป็นนวัตกรรมขึ้นมานั้น เป็นช่องทางที่มีโอกาสในตลาดมากมาย แต่ส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นจากธุรกิจที่เรียกว่าขนาดกลางและขนาดย่อม (SME – Small and Medium Enterprise) หรือบางทีผู้เขียนอยากจะเรียกว่าเป็นขนาดจิ๋ว (Micro Enterprise) เสียด้วยซ้ำไป แต่ธุรกิจขนาดใหญ่ของไทยยังไม่ให้ความสนใจ ยกเว้นในแขนงที่เกี่ยวกับการพิมพ์และหนังสือ ภาพยนตร์ เพลง และ Digital Content จึงยังมีช่องว่างอีกมากในแขนงที่เป็นบริการและอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ดูตัวเลขการส่งออกของขวัญและไลฟ์สไตล์ ซึ่งเป็นข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ในปี พ.ศ. 2553 เทียบกับปี พ.ศ. 2554 แล้วจะเห็นว่าในหนึ่งปีการส่งออกสินค้านี้เพิ่มขึ้นมาเพียง 15.07 ล้านเหรียญสหรัฐ คือจาก 395.47 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี พ.ศ. 2553 เป็น 410.54 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี พ.ศ. 2554 ซึ่งนับว่าน้อยมาก สำหรับประเทศที่ร่ำรวยมรดกทางวัฒนธรรมอย่างไทยเรา

การที่ผู้เขียนเน้นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เทคโนโลยีสูง ไม่ใช่จะละเลยอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ขนาดย่อม และขนาดจิ๋ว โดยเฉพาะ OTOP เพราะ OTOP นั้นแน่นอนอยู่แล้วว่า มีการสร้างสรรค์มาจากศิลปะของท้องถิ่น รวมถึงงานฝีมือ ภูมิปัญญา และวัฒนธรรม แต่ถ้าจะใช้เศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทั้งผลักทั้งดึงทั้งดันแทนการส่งออก เพื่อให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตไปได้ดี ก็จะต้องพยายามให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์นั้นไปอยู่ในแขนงที่เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง มีมูลค่าเพิ่มมาก

ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งที่จำเป็นต้องให้ธุรกิจขนาดใหญ่หรืออุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีสูงช่วยกันหันมาให้ความสนใจและลงทุนก็เพราะถ้าเป็น SME นอกจากจะขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องตลาดและการบริหารจัดการแล้ว ยังขาดเงินลงทุนด้วย ซึ่งหากเป็น SME เงินลงทุนในที่นี้ น่าจะเป็นเงินลงทุนที่เรียกว่า Angles Fund ซึ่งแทบจะให้เปล่ากันเลยทีเดียว ไม่ต้องหวังผลตอบแทนกันล่ะ และหน่วยงานที่ให้จะต้องเป็นหน่วยงานของรัฐบาล แต่หน่วยงานของรัฐบาลไทยก็ไม่สามารถจะให้เงินภาคเอกชนไปลงทุนได้โดยไม่มีผลตอบแทนกลับมา โดยเฉพาะในเรื่องของการวิจัยและพัฒนา เนื่องจากกฎหมายไม่อำนวย จะเพิ่งเริ่มมีอยู่บ้างก็คือกองทุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มูลค่า 300 ล้านบาท ซึ่งต่างจากของบางประเทศ หรือแม้แต่สหรัฐที่มีการออกกฎหมาย เช่น เบโดแอ็ค มาช่วยกันเลยทีเดียว

นอกจากนี้ ในบางประเทศรวมถึงประเทศที่พัฒนาแล้ว เขายังมีการลงทุนรูปแบบอื่นอีก เช่น ที่เรียกกันว่า VC หรือ Venture Capital ซึ่งถือเป็นการลงทุนแบบ Private Equity รูปแบบหนึ่ง เข้ามาช่วยอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม

การลงทุนแบบ Venture Capital นี้ พูดง่ายๆ ก็คือนำเงินไปลงทุนและถือหุ้นในบริษัทที่เพิ่งเริ่มกิจการหรือขยายกิจการ หรือบริษัทต้องการลงทุนในนวัตกรรมใหม่ๆ แต่ยังขาดเงินทุน การลงทุนประเภทนี้เปรียบได้กับการซื้อหุ้นของบริษัทที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งจะทำให้บริษัทได้รับเงินทุนไปดำเนินการตามที่ต้องการ ขณะเดียวกันผู้ลงทุนก็จะได้รับเงินปันผลตามสัดส่วนของหุ้นที่ถือ และผู้ลงทุนอาจขายหุ้นออกไปก็ได้ เมื่อบริษัทดำเนินงานอย่างมีกำไร โดยขายหุ้นในราคาที่สูงขึ้นกว่าเดิม แต่การขายหุ้นนี้หรือแม้แต่การถ่ายถอน พูดง่ายๆ ทางหนีทีไล่ (Exit จากการลงทุน) ทำไม่ได้ง่ายๆ จะต้องรอจนบริษัทประสบความสำเร็จก่อน

Venture Capital นี้ จึงเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากมักเป็นบริษัทที่เกิดใหม่ หรือเป็นบริการหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่อาจจะต้องทดลองและพัฒนาต่อไปหรือต้องเก็งกันว่า จะเป็นที่สนใจของตลาดหรือไม่ คนไทยจึงไม่นิยมเสี่ยงกัน สมัยที่ผู้เขียนยังรับผิดชอบงานของกรมทรัพย์สินทางปัญญาอยู่ ได้เคยพยายามผลักดันให้เกิด Venture Capital ขึ้นเพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมสร้างสรรค์ขนาดกลางและขนาดย่อม แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเพราะดูจะไม่ใช้นิสัยของคนไทยที่จะยอมเสี่ยงขนาดนั้น ทั้งๆ ที่การลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงหากสำเร็จก็ย่อมมีผลตอบแทนสูง (High Risk High Return) ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดๆ ก็คือ การที่ Goldman Sachs ลงทุนใน Facebook เป็นจำนวนเงิน 450 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นต้น หรืออย่างกรณีของ Yahoo และ Amazon ก็ได้รับเงินทุนจาก Venture Capital มาสนับสนุนเมื่อแรกก่อตั้งด้วยเช่นกัน

ในกรณีของประเทศไทย รัฐบาลอาจจะต้องให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง ทั้งในเรื่องของ Angels Fund และ Venture Capital ซึ่งอาจต้องรวมถึงการออกกฎหมาย และการออกเงินทุนเริ่มแรกด้วย ไม่เช่นนั้นคงเกิดยาก และยิ่งมีเรื่องของประชาคมอาเซียนมาจ่ออยู่ตรงปากประตูก็จะยิ่งเป็นเรื่องที่ต้องตัดสินใจกำหนดนโยบายให้เป็นเรื่องเป็นราวอย่างเร่งด่วน อย่าปล่อยให้กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ก็แล้วกัน

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน