
เสียงข้างน้อย..."กพค."คาใจเด้ง ถวิล เพื่อเพรียวพันธ์
โดย...ปริญญา ชูเลขา
โดย...ปริญญา ชูเลขา
นับตั้งแต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้ามาบริหารประเทศได้ถูกจับตามองอย่างหนักว่าจะมีกระบวนการล้างบางข้าราชการที่ได้รับการปูนบำเหน็จสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ และเป็น “ถวิล เปลี่ยนศรี” เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ต้องกลายเป็นคนแรกๆ ที่ต้องติดสปริงโดนเด้งออกจากตำแหน่ง
ที่ผ่านมาอดีตเลขา สมช.รายนี้ได้พยายามต่อสู้มาอย่างยาวนานว่าการย้ายไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ ไม่มีความเป็นธรรม จนนำมาสู่การยื่นคำร้องให้คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) พิจารณา
จุดสนใจของการวินิจฉัยชี้ขาดของ ก.พ.ค. อยู่ที่การลงมติในครั้งแรกปรากฏว่ามีเสียงเท่ากัน 3 ต่อ 3 แต่ ศราวุธ เมนะเศวต ประธานที่ประชุม ได้ใช้อำนาจประธานออกเสียงเพิ่มอีก 1 คะแนนเห็นชอบให้ยกคำร้อง ทำให้ผลสรุปจึงออกมาเป็นเสียงข้างมาก 4 ต่อ 3 ให้ยกคำร้องถือเป็นที่สิ้นสุดการต่อสู้อย่างมาราธอน
“การใช้ดุลพินิจของนายกฯ เป็นไปตามมาตรา 11 (4) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งไม่ได้กำหนดกรอบหรือข้อจำกัดใดในการใช้อำนาจโยกย้ายข้าราชการและไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าเป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจ หรือเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ก้าวก่าย แทรกแซง เพื่อประโยชน์ของตนเองหรือของผู้อื่นอีกทั้งได้มีกระบวนการตามขั้นตอนการย้าย โอนข้าราชการพลเรือนสามัญมาตามลำดับชั้นโดยชอบด้วยกฎหมาย” ส่วนหนึ่งจากความคิดเห็นของเสียงข้างมาก
อย่างไรก็ตาม ถ้าวิเคราะห์ลงไปในสาระสำคัญของความเห็นของ ก.พ.ค.เสียงข้างน้อยจำนวน 3 คน ประกอบด้วย ภิรมย์ ศรีจันทร์บุญเลิศ ลิ้มทองกุล และ ภิรมย์ สิมะเสถียร นับว่ามีความน่าสนใจอยู่พอสมควร
โดย ก.พ.ค.ทั้งสามคนวินิจฉัยว่า ถึงแม้การออกคำสั่งโยกย้าย ถวิล จะเป็นการใช้ดุลพินิจตามอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 11 (4) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน แต่ต้องประกอบด้วยเหตุผลที่สามารถอธิบายได้ และจริยธรรม ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ดังนั้น การโยกย้ายดังกล่าวใช้เวลาเพียง 4 วันเป็นการเร่งรีบผิดปกติ
ส่วนการที่ ยิ่งลักษณ์ อ้างว่าเป็นการดำเนินการเพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปตามหน้าที่ความรับผิดชอบทางนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา ก.พ.ค.เสียงข้างน้อยกลับวินิจฉัยหักล้างว่า “เมื่อพิจารณาคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีในนโยบายด้านความมั่นคงแห่งรัฐยังไม่อาจเข้าใจได้ชัดเจนว่าการโอนย้าย ถวิล สอดคล้องหรือเป็นไปตามนโยบายอย่างไร”
ขณะเดียวกัน อีกประเด็นที่ ก.พ.ค.ให้ความสำคัญต่อการพิจารณา คือ มีนัยสำคัญเชื่อมโยงกับการแต่งตั้ง พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ เป็นผู้บัญชการตำรวจแห่งชาติ แทน พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ที่จะมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สมช.หรือไม่
ก.พ.ค.เสียงข้างน้อยมีความเห็นว่า คำสัมภาษณ์ของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ถึงจะเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวเท่านั้นแต่ความคิดเห็นส่วนตัวของบุคคลเป็นพื้นฐานส่วนหนึ่งของพฤติกรรม หากเป็นบุคคลทั่วไปที่ไม่มีตำแหน่งและอำนาจหน้าที่ก็อาจไม่มีความสำคัญใดๆ
“แต่เมื่อเป็นบุคคลที่มีตำแหน่งและมีอำนาจได้แสดงความคิดเห็นและความต้องการที่จะเปลี่ยนตัว ผบ.ตร.แล้ว ต่อมาก็มีการดำเนินการโอนย้ายจริง เช่นนี้เป็นข้อเท็จจริงที่ยากจะปฏิเสธลอยๆ อีกทั้งเมื่อพิจารณาเอกสารราชการในส่วนที่เกี่ยวกับการขอโอนย้าย ถวิล มาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา ก็ไม่เห็นว่ามีการแสดงเหตุผลที่จะขอโอนย้าย ถวิล ให้ปรากฏ”
สำหรับการชี้แจงของนายกฯ ที่มีการระบุว่าการโอนย้าย ถวิล ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคำให้สัมภาษณ์ ร.ต.อ.เฉลิม แต่เป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์ของทางราชการ
ก.พ.ค.เสียงข้างน้อย ได้มีความเห็นแย้งว่า “นายกฯ ต้องอธิบายให้ชัดเจนว่า การโอนย้ายไม่เกี่ยวกับความประสงค์ที่จะแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนปัจจุบัน เพราะเป็นหัวหน้ารัฐบาลมีอำนาจหน้าที่บังคับบัญชาข้าราชการฝ่ายบริหารทุกตำแหน่ง เมื่อไม่มีการอธิบายให้เหตุผลทั้งในขั้นตอนการดำเนินการจึงเห็นควรวินิจฉัยให้นายกฯ ยกเลิกคำสั่งโยกย้าย”
จากกรณีศึกษาในครั้งนี้ถึงจะจบลงด้วยเสียงข้างมากของ ก.พ.ค.แต่ข้อกังขาถึงความชอบธรรมทางการเมืองจะคงอยู่ไปอีกนาน







