
อินเดียกับจีน:ใครคือมหาอำนาจตัวจริง
นอกจากประเทศจีนที่ถูกเอ่ยถึงมากที่สุดในบรรดาประเทศในทวีปเอเชียที่จัดอยู่ในกลุ่มประเทศดาวรุ่ง
โดย...รวิภาส กล่ำทวี
นอกจากประเทศจีนที่ถูกเอ่ยถึงมากที่สุดในบรรดาประเทศในทวีปเอเชียที่จัดอยู่ในกลุ่มประเทศดาวรุ่ง หรือประเทศเกิดใหม่ทางเศรษฐกิจแล้ว อินเดียก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่กำลังถูกจับตามองมากที่สุดว่า เศรษฐกิจของแดนภารตะจะสามารถก้าวขึ้นมาไล่หลังจีนอย่างชนิดหายใจรดต้นคอได้ในไม่อีกกี่ปีข้างหน้า เพราะถ้าวัดศักยภาพพื้นฐานทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างจีนกับอินเดียแล้ว ต้องถือว่าใกล้เคียงกัน
จีนมีประชากรประมาณ 1,300 ล้านคน มีขนาดจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ) กว่า 10 ล้านล้านเหรียญสหรัฐโดยประมาณ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจีนจะประสบกับปัญหาคนสูงอายุจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และจะส่งผลกระทบต่อภาคแรงงานและภาคการผลิต
ขณะที่อินเดียมีประชากรประมาณ 1,200 ล้านคน มีขนาดจีดีพีประมาณกว่า 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และที่พิเศษและเหนือกว่าจีนก็คืออินเดีย มีประชากรในวัยที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปี เป็นจำนวนประมาณร้อยละ 54 ของจำนวนประชากรทั้งหมด และในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าประชากรดังกล่าวของอินเดียจะกลายเป็นแรงงานอันทรงพลังมหาศาลด้านเศรษฐกิจให้แก่อินเดีย
ส่วนจีนมีขีปนาวุธนิวเคลียร์ไว้เป็นเครื่องมือแสดงพลังและแสนยานุภาพด้านความมั่นคง อินเดียก็มีขีปนาวุธนิวเคลียร์ไว้คอยปกป้องผลประโยชน์ด้านความมั่นคงให้แก่ตนเองด้วยเช่นเดียวกัน ทั้งสองประเทศเคยเปิดฉากทำสงครามบริเวณพรมแดนระหว่างกันมาแล้ว และปัญหาข้อพิพาทบริเวณพรมแดนก็ยังคงคาราคาซังมาจนถึงปัจจุบัน ถ้าจะเอ่ยถึงความสัมพันธ์ของสองประเทศกับสหรัฐอเมริกา ก็คงจะต้องบอกว่าสหรัฐอเมริกาให้ราคาอินเดียมากกว่าจีน เนื่องจากมีระบอบการปกครองเหมือนกัน ประการสำคัญก็คือ สหรัฐอเมริกาต้องการใช้อินเดียเป็นประเทศกันชนอิทธิพลทางการเมืองของจีนในเอเชียด้วยอีกทางหนึ่ง
จีนเปิดประเทศตัวเองเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี (เฉพาะในดินแดนทางด้านชายฝั่งทะเลตะวันออก) ในปี ค.ศ. 1978 ขณะที่อินเดียเปิดประเทศเข้าสู่ระบบทุนนิยมแบบเต็มตัวประมาณปี ค.ศ. 1991 จีนถูกจัดให้เป็นประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกปัจจุบัน ในขณะที่อินเดียถูกจัดให้เป็นประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลกปัจจุบันและในอดีตได้รับการหล่อหลอมวัฒนธรรมด้านเศรษฐกิจอย่างแน่นแฟ้นจากประเทศอังกฤษ ที่เคยเป็นประเทศแม่ปกครองอินเดีย
ในรอบ 3 ทศวรรษที่ผ่านมา จีนถูกจัดให้เป็นผู้นำด้านการผลิตของโลกขณะที่อินเดียถูกจัดให้เป็นผู้นำด้านภาคบริการ โดยเฉพาะการบริการด้านไอทีเอาต์ซอสซิงจากประเทศสหรัฐอเมริกาและยุโรป คุณภาพของแรงงานอินเดียได้รับการกล่าวขานว่าเป็นแรงงานที่มีคุณภาพสูงกว่าแรงงานในจีน โดยเฉพาะขีดความสามารถในการพูดและใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วใกล้เคียงประเทศตะวันตก
ปัจจุบันจีนถูกจัดให้เป็นประเทศมหาอำนาจด้านเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา ขณะที่อินเดียยังอยู่ประมาณอันดับ 4-5 ของโลก นโยบายด้านการพัฒนาเศรษฐกิจของจีนปรากฏชัดอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจ5 ปี (ค.ศ. 2011-2015) ขณะที่อินเดียยังเถียงกันไม่จบระหว่างนักการเมืองพรรครัฐบาลกับพรรคฝ่ายค้าน ว่าจะให้ประเทศเดินไปในทิศทางใด อินเดียได้เปรียบตรงที่ผู้นำประเทศเป็นผู้นิยมการปฏิรูปและความก้าวหน้าแบบประเทศตะวันตก ขณะที่ผู้นำจีนถึงแม้ว่าจะไม่ปฏิเสธระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม แต่ต้องเป็นทุนนิยมที่ขับเคลื่อนโดยรัฐไม่ใช่เป็นทุนนิยมที่ขับเคลื่อนโดยตลาดเหมือนอย่างประเทศตะวันตก
สัปดาห์หน้าเราไปติดตามกันต่อกับอินเดีย อีกหนึ่งชาติมหาอำนาจที่ต้องจับตามองในเอเชียกันครับ







