
ตั้งรับ'สังคมสูงอายุ'เชื่อมโยงชุมชน-ผลักดันจัดการตัวอง
ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” (Aging Society) เต็มรูปแบบ กล่าวคือมีสัดส่วนผู้สูงอายุเป็น 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมด
โดย...ทีมข่าวในประเทศ
ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” (Aging Society) เต็มรูปแบบ กล่าวคือมีสัดส่วนผู้สูงอายุเป็น 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมด
ทว่า การตั้งรับต่อปัญหาในทุกมิติกลับยังไม่มีความชัดเจน นโยบายที่จับต้องได้ยังไม่ปรากฏ
ผลสำรวจผู้สูงอายุเมื่อปี 2550 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า 1 ใน 4 ของผู้สูงอายุประเมินสุขภาพตนเองว่าอยู่ในเกณฑ์ไม่ดี
ซ้ำร้ายกว่านั้น พบว่าผู้สูงอายุที่ต้องประสบภาวะความพิการอีกกว่า 1 ล้านคน และผลสำรวจสุขภาพอนามัยระหว่างปี 2551-2552 พบผู้สูงอายุมีความชุกของโรคความดันโลหิตสูงถึง 50% เบาหวาน 50% และที่น่ากังวลคือ ผู้สูงอายุต้องจมอยู่กับอาการเจ็บป่วยและความพิการจากโรคไม่ติดต่อ ถึง 85%
เหล่านี้บ่งบอกถึงความเปราะบางด้านสุขภาพ
นพ.ถาวร สกุลพานิชย์ รองผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย (สวปก.) ร่วมกับ วรเวศม์ สุวรรณระดา คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย ได้จัดทำข้อเสนอตั้งรับ “สังคมผู้สูงอายุ” ไว้อย่างน่าสนใจ
1.ต้องปรับระบบบริการโดยใช้มาตรการเชิงรุก เพราะปัจจุบันผู้สูงอายุไม่ทราบว่าตัวเองเป็นโรคเรื้อรังจึงควรจัดให้มีระบบการจำแนกคัดกรองความเสี่ยงโดยจัดตามลำดับความสำคัญของปัญหาสุขภาพ เมื่อมีข้อมูลผู้ป่วยที่ชัดเจนก็จะนำไปสู่การลดภาวะการเจ็บป่วยและลดภาระค่าใช้จ่าย
ที่ผ่านมาพบว่าผู้สูงอายุไม่ใช้บริการของหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เนื่องจากหรือมีความกังวลต่อคุณภาพของบริการ ยา และบุคลากรทางการแพทย์ ความไม่สะดวกจากการมีขั้นตอนมาก ดังนั้นหนทางหนึ่งในการแก้ปัญหาคือ การจัดให้มีหน่วยบริการถึงบ้าน (Home Visit) และสนับสนุนให้มีนักสุขภาพประจำครอบครัว
นพ.ถาวร บอกว่า นอกจากนี้การพัฒนาสนับสนุนการเดินทางเพื่อให้เข้าถึงบริการอย่างไร้รอยต่อก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องพัฒนา เพราะบ่อยครั้งผู้สูงอายุต้องเดินทางไปรับบริการทางการแพทย์เองเพียงลำพัง ทำให้เสี่ยงต่อความไม่ปลอดภัย หนำซ้ำบางครั้งต้องนอนโรงพยาบาลเกินความจำเป็น ซึ่งจากค่าเฉลี่ยพบว่ามีผู้สูงอายุที่ต้องนอนโรงพยาบาลยาวนานถึง 2 เดือนซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง
2.ให้มีการเชื่อมโยงชุมชนและสนับสนุนการจัดการตนเอง โดยใช้กลไกโครงสร้างเดิมในพื้นที่ อาทิ การตั้งกองทุนสุขภาพตำบล กองทุนฟื้นฟูระดับจังหวัด ใช้กลไกอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เข้ามาพัฒนาและบริการดูแล โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดบริการสนับสนุนฝึกอบรมให้ครอบครัว จิตอาสา เพื่อช่วยดูแลผู้สูงอายุ
3.ปรับระบบสารสนเทศทางคลินิก จัดทำฐานข้อมูลในชุมชน ใช้เครื่องมือคัดแยกประเภทผู้สูงอายุตามความสามารถทางกายและภาวะเจ็บป่วยและจัดระบบข้อมูลทางคลินิกเพื่อสะดวกต่อการส่งต่อ
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงข้อเสนอเบื้องต้น สู่การเตรียมพร้อมรับมือกับ “สังคมผู้สูงอายุ”
หากแต่จะให้เกิดเป็นรูปธรรมภาครัฐต้องจริงใจในการจัดทำนโยบาย และให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุมากกว่าที่ผ่านมา







