posttoday
จีนมั่นใจปฏิรูปหยวน เอาอยู่!เศรษฐกิจไม่'ฮาร์ดแลนดิง'

จีนมั่นใจปฏิรูปหยวน เอาอยู่!เศรษฐกิจไม่'ฮาร์ดแลนดิง'

16 เมษายน 2555

การประกาศขยายช่วงอัตราสูงสุดและต่ำสุดของอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวน (Trading Band) กับเงินเหรียญสหรัฐ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

การประกาศขยายช่วงอัตราสูงสุดและต่ำสุดของอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวน (Trading Band) กับเงินเหรียญสหรัฐ ออกไปเป็นด้านละ 1.0% จากเดิมที่ 0.5% ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปค่าเงินเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี โดยให้เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 16 เม.ย. เป็นต้นไปนั้น นับเป็นการปฏิรูปค่าเงินของจีนที่มีนัยสำคัญอันชวนให้โลกต้องติดตามอย่างไม่กะพริบตา

ความหมายตรงตัวที่จีนกำลังบอกกับประชาคมโลกให้รับรู้กันอย่างชัดๆ ก็คือ พัฒนาการของจีนต่อการลอยตัวค่าเงินหยวน ให้เคลื่อนไหวตามกลไกตลาดได้มากขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง หลังจากที่ถูกตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐ กดดันมาอย่างต่อเนื่อง

ทว่าในอีกด้านหนึ่งนั้น ท่าทีครั้งนี้ยังเป็นการ “โชว์ออฟ” ให้โลกได้มั่นใจด้วยว่า เศรษฐกิจของจีนจะไม่ฟุบลงถึงขั้นกระแทกพื้นกลายเป็น “ฮาร์ด แลนดิง” อย่างที่หลายฝ่ายกำลังกลัวกัน หลังจากที่เศรษฐกิจจีนไตรมาสล่าสุดโตได้น้อยที่สุดในรอบ 3 ปี

เพราะการผ่อนคลายเงินหยวนให้ลอยตัวตามกลไกตลาดได้มากขึ้นนั้น หมายถึงความผันผวนของค่าเงินที่จะตามมามากขึ้นด้วย และอาจส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ลดลงอยู่แล้วหนักเข้าไปอีก โดยเฉพาะกับภาคการส่งออกที่มีอัตราแลกเปลี่ยนคงตัวเป็นเกราะคุ้มกันมาโดยตลอด

ดังนั้น หากจีนไม่มั่นใจว่าจะ “เอาอยู่” จริงๆ คงไม่ตัดสินใจลอยค่าเงินหยวนให้เสรีได้มากขึ้นในเวลานี้

“สำหรับใครก็ตามที่คิดว่าเศรษฐกิจจีนกำลังจะดิ่งลงสู่ภาวะฮาร์ด แลนดิงนั้น เรื่องนี้ได้จบลงไปแล้ว การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการบ่งชี้ว่าจีนรู้สึกผ่อนคลายและมั่นใจว่าทิศทางเศรษฐกิจจะดีขึ้น” พอล มาร์โคว์สกี ประธานบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน เอ็มอีเอส แอดไวเซอร์ส และเป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุนในจีนให้กับเจ้าหน้าที่ด้านการเงินของจีน กล่าวกับรอยเตอร์ส

จีนมั่นใจปฏิรูปหยวน เอาอยู่!เศรษฐกิจไม่'ฮาร์ดแลนดิง'

ท่าทีครั้งนี้นับว่าเป็นวัคซีนเด็ดมาจัดการกับอาการหวาดผวา หรืออาจเข้าขั้น “โฟเบีย” ของบรรดานักลงทุนต่างชาติโดยเฉพาะ หลังจากที่มีกระแสข่าวหนาหูมาตลอด 1–2 เดือนมานี้ว่า เศรษฐกิจจีนอาจได้รับผลกระทบจากปัญหาในสหรัฐและปัญหาหนี้ยุโรปหนักหนาเกินคาด จนการเติบโตของจีดีพีที่เคยพุ่งเหนือระดับ 8% มาตลอดสิบปีนี้ อาจโตได้น้อยลงมาก เปรียบได้เหมือนเครื่องบินที่ลงจอดได้อย่างกระแทกกระทั้นแบบ ฮาร์ด แลนดิง

ความผวาของต่างชาติดูจะลุกลามมากขึ้นเมื่อจีนได้เปิดเผยตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจไตรมาสแรกของปีนี้เมื่อสุดสัปดาห์ที่เพิ่งผ่านมา ซึ่งโตได้น้อยที่สุดในรอบ 3 ปีมานี้ อยู่ที่ 8.1% จากไตรมาสก่อนหน้าซึ่งโตได้ 8.9%

นักวิเคราะห์บางฝ่ายมองว่า รัฐบาลกรุงปักกิ่งมีความมั่นใจกับค่าเงินหยวนว่าใกล้ถึงระดับที่มีดุลยภาพแล้ว และเชื่อว่าบรรดาผู้ส่งออกมีความเข้มแข็งมากพอที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงค่าเงินครั้งนี้ได้ หลังจากที่รัฐบาลเคยตรึงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเข้มงวดเมื่อช่วงวิกฤตการณ์การเงินโลกในปี 2008 เพื่อปกป้องเศรษฐกิจของตนเองจากความผันผวนของการค้าระหว่างประเทศในยุคนั้นมาแล้ว

การผ่อนคลายอัตราแลกเปลี่ยนจึงบ่งชี้ได้ถึงความเชื่อมั่นเต็มกระเป๋าของจีนว่า แม้จีดีพีไตรมาสแรกจะโตได้เพียง 8.1% แต่หากพิจารณาแล้วก็จะเห็นว่าพื้นฐานยังคงแข็งแกร่ง และมีการกระเตื้องขึ้นในบางส่วน อาทิ ตัวเลขการผลิตเหล็กกล้า รถยนต์ เครื่องจักร และซีเมนต์ รวมถึงยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงพื้นฐานอันแข็งแกร่งของกิจกรรมทางเศรษฐกิจของจีน

หากพิจารณาในภาคการเงินก็จะพบถึงแนวโน้มที่ดีขึ้นเช่นเดียวกัน อัตราการปล่อยสินเชื่อใหม่ของธนาคารในจีนเพิ่มขึ้นอยู่ที่25% ไปอยู่ที่ระดับ 1.01 ล้านล้านหยวนซึ่งหมายความว่า มาตรการผ่อนคลายทางการเงินที่เริ่มขึ้นนับตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา และคาดว่าจะช่วยให้มีการปล่อยวงเงินสินเชื่อใหม่ได้ราว 8 แสนล้านหยวนนั้น กำลังได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลจีนอยู่ในช่วงของความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อบรรเทาผลกระทบปัญหาเศรษฐกิจโลก โดยได้ใช้งบประมาณไปถึง 4 ล้านล้านหยวน (ราว 19 ล้านล้านบาท) ไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในช่วงไตรมาสที่สองของปี 2009 แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการต้องมาต่อสู้กับปัญหาเงินเฟ้อในภายหลัง พร้อมกับการเก็บกวาดหนี้สิน 10.7 ล้านล้านหยวนที่รัฐบาลท้องถิ่นก่อเอาไว้

แต่ปัจจุบัน สิ่งที่รัฐบาลจีนต้องคำนึงถึงก่อนไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจแบบบ้าดีเดือดเหมือนที่ผ่านมาอีกต่อไป แต่ทำอย่างไรจึงจะให้เศรษฐกิจจีนโตได้และยั่งยืนไปพร้อมกันด้วย

เพราะนอกจากปัญหาเงินเฟ้อและฟองสบู่แล้ว ในช่วง 1–2 ปีมานี้ จีนยังพบอีกหนึ่งปัญหาสำคัญคือ ปัญหาช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย และปัญหาทางสังคมในจีน ดังที่พบในข่าวว่ามีโรงงานหลายแห่งเกิดการประท้วงขอขึ้นค่าแรง และมีข่าวการประท้วงเจ้าหน้าที่รัฐในปัญหายึดที่ทำกินของประชาชนโดยมิชอบ

บรรดานักเศรษฐศาสตร์ต่างเชื่อกันว่ารูปแบบการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนซึ่งอยู่บนการส่งออกและการลงทุน จนทำให้จีดีพีขยายตัวได้ถึงเลขสองหลักในช่วง 3 ทศวรรษมานี้ ช่วยให้ประชากร 600 ล้านคนหลุดพ้นจากความยากจนมาได้ และช่วยให้จีนขยับขึ้นเป็นประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดอันดับ 1 ของโลกนั้น ยังไม่ใช่รูปแบบการเติบโตอย่างยั่งยืน

จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้นำจีนจะประกาศลดเป้าการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2012 นี้ ลงมาอยู่ที่ 7.5% ซึ่งในสายตารัฐบาลแล้ว ไม่ใช่การฮาร์ด แลนดิง แต่อย่างใด

มาร์โคว์สกี กล่าวกับรอยเตอร์สว่าทิศทางของจีนนั้นคือการสร้างเศรษฐกิจมหภาคให้มีความยืดหยุ่น และภายในอีก 10 ปีข้างหน้านี้ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเห็นการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนลดลงมาอยู่ที่ราว 5%

อย่างไรก็ตาม แม้การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเป็นทั้งการส่งสัญญาณเอาใจชาติตะวันตกจนได้รับคำชื่นชมถ้วนหน้าและยังเป็นการประกาศว่าเศรษฐกิจจีนเข้มแข็งเพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลง แต่ผู้ที่ได้ประโยชน์ที่สุดกลับไม่ใช่ชาติตะวันตกหรือคู่ค้าระหว่างประเทศ หากแต่เป็นจีนที่โชว์เหนือถึงความได้เปรียบทั้งหมดอยู่

การขยายช่วงอัตราสูงสุดและต่ำสุดของอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวน (Trading Band) เป็นด้านละ 1.0% จากเดิมที่ 0.5% นั้น คาดว่าจะทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนจีนน้อยมาก จนอาจจะไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นการปฏิรูปด้วยซ้ำ

ท่าทีของจีนครั้งนี้ อาจมีขึ้นเพียงเพื่อสยบเสียงกดดันจากสหรัฐ ในปีที่เสียงกดดันนั้นดังขึ้นมากเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นปีของการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งเราได้เห็นประธานาธิบดีบารัก โอบามา ออกมาฟาดฟันเรื่องการค้าที่ไม่เป็นธรรมของจีนมาได้พักหนึ่งแล้ว และอาจดุเดือดยิ่งขึ้นอีกในขณะที่ใกล้วันเลือกตั้งในเดือน พ.ย.นี้

จนถึงขณะนี้ เสียงตอบรับของประชาคมโลกต่อท่าทีของจีน ซึ่งเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกเบอร์ 2 ในวันนี้ ล้วนเต็มไปด้วยการชื่นชมในทางบวกต่อการปฏิรูปทางการเงินไปอีกก้าวหนึ่ง แม้จะยังเป็นเพียงก้าวสั้นๆก็ตาม

และคงเป็นอีกครั้งเช่นกันที่สหรัฐไม่สามารถทำอะไรได้มากนอกจากเต้นไปตามจังหวะที่จีนกำหนดมาให้เช่นเดิม

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท