
อภิมหาอันตรายของประเทศไทยและของโลกกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
โดย...ไพบูรณ์ วัฒนศิริธรรม
โดย...ไพบูรณ์ วัฒนศิริธรรม
หมายเหตุ : บทความนี้เป็นคำกล่าว ของไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ระหว่างการประชุมคณะกรรมการเตรียมงานประชุมประจำปี 2554 ของมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาประเทศตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2554 ซึ่งไพบูลย์พยายามผลักดันให้เป็นเป็นจริงจนวาระสุดท้าย
ในขณะนี้โลกและประเทศไทยกำลังประสบ “อภิมหาอันตรายของประเทศไทยและของโลก” ซึ่งอภิมหาอันตรายดังกล่าวสามารถสรุปได้ 3 ประเด็นดังนี้
1.ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรถึง 67 ล้านคน ในขณะที่ทรัพยากรมีเท่าเดิม คือ ที่ดินมีเท่าเดิม แต่ป่าและน้ำจืดกลับน้อยลงหรือสร้างปัญหามากขึ้น ในขณะที่ทั้งดิน น้ำ ป่า ทะเล อากาศ สิ่งแวดล้อม ถูกทำลายให้เสื่อมโทรมไปมากและสั่งสมมากขึ้นตลอด แต่จำนวนคนกลับเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตัว จึงเกิดเหตุทำร้ายประชาชนล้มตายและเป็นโรคกันมาก
สาเหตุทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะการแก่งแย่งแข่งขันช่วงชิงทรัพยากรมาใช้มากขึ้น ถึงขั้นขาดแคลน ซึ่งบางกรณีถึงขั้นวิกฤต รวมถึงการเกิดภัยพิบัติต่างๆ มากขึ้นๆ ซึ่งไม่ได้เกิดเฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นแนวโน้มร่วมกันทั้งโลก
2.วัตถุนิยมเป็นกระแสโลกที่ทำให้เรามุ่งสะสมความร่ำรวย สะสมวัตถุต่างๆ ที่ไม่จำเป็นมากเกินไป ในขณะที่ยังมีความยากจน การขาดอาหารอยู่ในประเทศไทยและในโลก โดยประชากรของโลกประมาณ 1,000 ล้านคน ยังมีอาหารไม่พอรับประทาน ก็เพราะประชากรที่รวยที่สุด 20% บริโภคถึง 55% ของการบริโภคทั้งหมด และคนที่จนที่สุด 20% บริโภคประมาณ 4% นี่เป็นปัญหาที่ไปซ้ำเติมเพิ่มพูนอันเกิดจากการมีประชากรหนาแน่นเกินไป
ทำให้คนที่เก่งมีความสามารถที่จะครอบครอง ช่วงชิงเพื่อให้บริโภคได้มากกว่า ทั้งโดยวิธีการที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมายทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำในฐานะทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ระหว่างกลุ่มคนต่างๆ มากขึ้น ทำให้สังคมทั้งในประเทศและในโลกเกิดความแตกแยกและขาดความสันติสุขอย่างกว้างขวาง
3.คุณธรรมความดีน้อยเกินไป ด้วยสาเหตุมาจาก 2 ข้อแรก ถ้าของมีมากพอสำหรับทุกคน ก็จะไม่เกิดการแย่งชิงกันเท่าไร สมัยก่อนการแย่งชิงทรัพยากรมีน้อย เพราะมีทรัพยากรมากพอ มาปัจจุบันทรัพยากรเหลือน้อย แถมถูกทำให้เสื่อมโทรม บวกกับวัตถุนิยมบริโภคนิยมมากเกินขอบเขต ทำให้ต้องแก่งแย่งแข่งขันต่อสู้แย่งชิงกันมากขึ้น ผู้คนนำลักษณะนิสัยส่วนที่ไม่ดีในจิตใจออกใช้
ได้แก่ ความโลภ ความโกรธ ความเกลียด ความเห็นผิดเป็นชอบ ความยึดถือตัวตน ความเห็นแก่ตัว ความมีทิฏฐิมานะ และความไม่ดีอื่นๆ แต่ส่วนที่เป็นคุณธรรมความดี ซึ่งเป็นพื้นฐานอยู่ในทุกคน กลับถูกลดทอนความสำคัญ ไม่ถูกนำออกมาใช้ ไม่ได้รับการส่งเสริมสนับสนุนมากพอ
จาก “อภิมหาอันตราย” ของสังคมไทยและสังคมโลกนี้ ยุทธศาสตร์หนึ่งที่จะช่วยได้คือ “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสกับท่านองคมนตรี นพ.เกษม วัฒนชัย และผู้เข้าเฝ้าฯ อื่นๆ จำนวนหนึ่ง เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2554 ว่า “เศรษฐกิจพอเพียงจะช่วยให้โลกพ้นจากวิกฤตได้” ถ้าเราคิดในภาพใหญ่แบบนี้เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เรื่องเล็ก เป็นเรื่องใหญ่ และเป็นเรื่องสำคัญมาก ทุกระดับตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กร สังคม โลก และมนุษยชาติ
การที่โลกกำลังประสบปัญหาวิกฤตใหญ่ในรูปมหันตภัยมากมาย ทั้งทางธรรมชาติและจากการกระทำของมนุษย์ก็เป็นผลมาจากกิจกรรมทำร้ายตัวเองของมนุษย์นั่นเอง มีบทความในวารสาร The Economist เรียกยุคปัจจุบันว่าเป็น Anthropocene-The age of man กล่าวว่า โลกในหมื่นปีที่ผ่านมาเป็นยุคของความมีเสถียรภาพพอสมควร แต่จากนี้ไปจะเป็นยุคที่มนุษย์ครองโลกและมนุษย์ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่เกิดความเสียสมดุลอย่างแรงในโลก
ถ้ามนุษย์ไม่แก้ไขมนุษย์จะต้องรับกรรม โดยทำนายกันว่าภายใน 10-20 ปี หรืออย่างน้อยภายในศตวรรษนี้ จะมีอันตรายร้ายแรงประเภทน้ำทะเลเอ่อท่วมพื้นที่ต่างๆ ในโลกอย่างกว้างขวาง
ฉะนั้น “เศรษฐกิจพอเพียง” หรือ “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ถ้าคิดให้กว้าง คิดให้ไกล ไม่ไปเข้มงวดกับความหมาย แต่เอาหัวใจของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คือความพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีภูมิคุ้มกัน การใช้คุณธรรมความดี และการใช้ความรู้ความสามารถอย่างรอบคอบระมัดระวังและเหมาะสม ถ้าใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในความหมายเช่นนี้แล้ว นำมาประยุกต์ใช้ให้เป็นยุทธศาสตร์และแผนงานในระดับประเทศและระดับโลก
รวมทั้งทำให้เป็นขบวนการทางสังคม (Social Movement) ที่ทุกฝ่ายในสังคมรวมถึงฝ่ายการเมือง ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม ภาคประชาชนและชุมชน ตลอดจนนักการศาสนา นักวิชาการ นักวิชาชีพ ศิลปิน ฯลฯ มาร่วมกันขับเคลื่อน “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” โดยอาจดัดแปลงรูปแบบ กระบวนการ วิธีการ ฯลฯ ให้เหมาะกับบริบทและสถานการณ์ในแต่ละกรณี เชื่อว่าจะช่วยบรรเทาปัญหา “อภิมหาอันตรายของประเทศไทยและของโลก” ได้ แม้จะต้องใช้เวลาและความมานะพยายามอย่างยิ่งยวด เนื่องจากเป็นปัญหาที่สั่งสมมานานนับศตวรรษแล้ว
การดำเนินการส่งเสริมขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีหน่วยจัดการที่สำคัญ 2 ระดับที่ควรพิจารณา คือ
1.ระดับฐานราก ประกอบด้วย ท้องถิ่นและองค์กร คนในชนบทที่อยู่ในท้องถิ่น มีปฏิสัมพันธ์ มีการจัดการ เช่น มีการจัดการในรูปแบบของคณะกรรมการท้องถิ่น องค์กรชุมชน อบต. เทศบาล อบจ. ซึ่งเป็นหน่วยจัดการที่เอาพื้นที่เป็นตัวตั้งครอบคลุมทั่วประเทศ แต่ยังมีประชาชนอีกประมาณ 50% ที่อาจจะไม่ผูกพันกับท้องถิ่นมากนัก แต่ผูกพันกับองค์กรที่ทำงานด้วย เหล่านี้เป็นหน่วยจัดการระดับฐานราก ซึ่งจำนวนมากได้นำปรัชญาของเศรษฐกิจไปประยุกต์ใช้และเกิดน่าพอใจ
2.ระดับประเทศทั้งประเทศเป็นหน่วยจัดการที่มีความสลับซับซ้อนมากกว่าหน่วยจัดการในระดับฐานรากอย่างมาก เพราะต้องรวมถึงสถาบันระดับชาติ องค์กรระดับชาติ เช่น สถาบันฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ หน่วยงานรัฐระดับชาติ หน่วยงานพิเศษต่างๆ ที่เป็นหน่วยงานระดับชาติ การประยุกต์ใช้ปรัชญาขอเศรษฐกิจพอเพียงยังไม่ชัดเจน ยังไม่หนักแน่น
ดังนั้น จะดีที่สุดหากรัฐบาลประกาศว่าจะเป็น “รัฐบาลเศรษฐกิจพอเพียง” หรือมีการประกาศนโยบายสำคัญว่า “ประเทศไทยจะเป็นประเทศเศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งจะเป็นการปฏิรูปทั้งด้านวิธีคิดหรือกระบวนทัศน์ครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศไทย ก่อนที่จะพิจารณานำเสนอต่อสหประชาชาติให้พิจารณาประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในระดับโลก ดังได้กล่าวแล้วว่า เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงต้องทำให้เป็น Social Movement ได้แก่ การเป็น “ขบวนการทางสังคม” ดังนั้นต้องมีอุดมการณ์ เป้าหมาย ยุทธศาสตร์ แผนงาน และต้องมีตัวชี้วัดเพื่อช่วย ให้สามารถจัดการขบวนการได้อย่างมีคุณภาพมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมาย
องค์ประกอบสำคัญในการสร้างขบวนการทางสังคม ประกอบด้วย 1.ความรู้ ถ้ามีตัวชี้วัดจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ การจัดการความรู้ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม 2.สร้างเครือข่ายเป็นกลไกช่วยให้เกิดขบวนการที่ขยายและมีพลังเพิ่มขึ้น 3.การสื่อสารควรมีการใช้รูปแบบการสื่อสารที่หลากหลาย 4.นโยบายสาธารณะทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น รวมถึงการมีนโยบาย กฎหมาย ข้อบังคับ การจัดสรรงบประมาณที่ดีและเหมาะสมทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น
5.การจัดการขบวนการ ซึ่งประกอบด้วย คณะกรรมการ ฝ่ายเลขานุการ คณะทำงานและผู้ทรงคุณวุฒิ ต้องจัดการให้สามารถทำงานได้อย่างมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ
6.การเรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการวัดผล ประเมินผล พิจารณาทบทวนหาทางปรับปรุงพัฒนาสร้างนวัตกรรมอย่างสร้างสรรค์ นำมาวางแผนและดำเนินการใหม่ ฯลฯ ทำเช่นนี้ให้เป็นวงจรต่อเนื่องไม่รู้จบ เพื่อให้มีความเจริญก้าวหน้าไปเรื่อยๆ และควรมีการใช้กระบวนการนี้เป็นระยะๆ อย่างน้อยปีละครั้ง







