
เอ็นจีโอออกโรงค้านเขื่อนแม่วงก์
ยันไม่แก้น้ำท่วม-ทำลายป่าสักใหญ่ระบุอาจเกิดช่องหาประโยชน์หมื่นล.
ยันไม่แก้น้ำท่วม-ทำลายป่าสักใหญ่ระบุอาจเกิดช่องหาประโยชน์หมื่นล.
สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ออกแถลงคัดค้านมติ ครม.สั่งศึกษาสร้างเขื่อนแม่วงก์ 1.3 หมื่นล้าน
นายศรีสุวรรณ จรรยา สมาคมต่อต้านสภาวะโลก ได้ออกแถลงการณ์คัดค้านมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 เม.ย. ที่เห็นชอบให้กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ศึกษาโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ จ.นครสวรรค์กำแพงเพชร ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ซึ่งติดต่อกับผืนป่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่นเรศวร
นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ข้ออ้างของมติ ครม.ดังกล่าว ระบุว่า เป็นโครงการป้องกันน้ำท่วมและช่วยเหลือเกษตรกรให้มีน้ำเพื่อการเกษตร ซึ่งฟังไม่ขึ้น เพราะพื้นที่ภาคเหนือและภาคเหนือตอนล่างมีเขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลางมากกว่า 10 เขื่อนแล้ว แต่ปี 2554 ก็ป้องกันน้ำท่วมไม่ได้
นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีมติไม่เห็นชอบในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ไปตั้งแต่ปี 2545 และยังเสนอให้หน่วยงานรับผิดชอบกลับไปศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องการบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบ ในลักษณะบูรณา การมากกว่าที่จะเสนอให้สร้างเขื่อนเป็นทางเลือกเดียว
นายศรีสุวรรณ กล่าวอีกว่า การก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์จะทำให้ประเทศชาติต้องสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ไปมากกว่า 1.3 หมื่นไร่ ต้องสูญเสียผืนป่าแหล่งดูดซับก๊าซที่ก่อปัญหาโลกร้อน เพราะยังมีไม้สักหนาแน่นเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากอุทยานแห่งชาติแม่ยม จ.แพร่ ซึ่งจะถูกนำมาเป็นช่องทางหาผลประโยชน์ในการทำสัมปทานไม้ที่มีมูลค่านับหมื่นล้านบาท ขณะที่จะทำให้ทรัพยากรป่าไม้มูลค่ามหาศาลที่ช่วยในการซับน้ำถูกทำลายไปจำนวนมหาศาล
อย่างไรก็ตาม มีข้อน่าสังเกตว่าเมื่อมีการเสนอโครงการนี้ใหม่ๆ เมื่อปี 2528 กรมชลประทานเสนอใช้งบประมาณในการก่อสร้างเพียง 3,187 ล้านบาทเท่านั้น มีความจุของน้ำเหนือเขื่อน 380 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) แต่เมื่อเดือน ส.ค. 2554 กรมชลประทานเพิ่มงบประมาณเป็น 9,629 ล้านบาท ลดความจุของน้ำเหนือเขื่อนเหลือ 258 ล้าน ลบ.ม. เพียงไม่ถึง 8 เดือน วันที่ 10 เม.ย. 2555 ครม.อนุมัติให้กรมชลประทานศึกษา 1.3 ล้านบาท ซึ่งอาจจะเป็นโครงการผลาญงบประมาณของชาติจากเงินกู้ 3.5 แสนล้านหรือไม่
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 67 วรรคสอง ซึ่งรัฐบาลต้องดำเนินตามมาตรา 57 มาตรา 58 มาตรา 66 มาตรา 85 และมาตรา 87 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง หากรัฐบาลรวบรัดเลี่ยงขั้นตอนตามกฎหมาย สมาคมฯ และชาวบ้าน ก็จะใช้กระบวนการยุติธรรมยับยั้งและเพิกถอนโครงการดังกล่าว







