posttoday
โลกสะท้านวิกฤตหนี้ท่วมสเปน-อิตาลี ตั้งเค้าชัดเจน

โลกสะท้านวิกฤตหนี้ท่วมสเปน-อิตาลี ตั้งเค้าชัดเจน

12 เมษายน 2555

กลายเป็นข่าวร้ายต้อนรับวันทำงานหลังจากได้หยุดยาวช่วงเทศกาลอีสเตอร์สำหรับนักลงทุนทั่วโลก

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

กลายเป็นข่าวร้ายต้อนรับวันทำงานหลังจากได้หยุดยาวช่วงเทศกาลอีสเตอร์สำหรับนักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะผู้ที่ลงทุนในตลาดสหรัฐและยุโรป

เพราะตลาดหุ้นดาวโจนส์ของสหรัฐปรับตัวดิ่งลงอย่างแรงถึง 1.7% ถือได้ว่าเลวร้ายที่สุดในรอบปี ขณะที่ตลาดหุ้นในยุโรปก็มีชะตากรรมไม่แตกต่างกัน โดยดัชนีฝรั่งเศส ซีเอซี 40 ร่วง 3.1% เอฟทีเอสอีของอังกฤษและแด็กซ์ของเยอรมนีหล่นฮวบลงมาถึง 2.5% และตลาดหุ้นในอิตาลีลดลงแรงสุดถึง 5%

ทั้งนี้ โดยเฉลี่ยรวมทั่วภูมิภาคยุโรปแล้ว ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงมามากกว่า 2% และหุ้นที่ร่วงลงมาแรงที่สุดก็คือหุ้นในกลุ่มของธนาคาร ทั้งโซซิเยเต้ เจเนอรัล 6.2% บีเอ็นพี ปารีบาส์ 5.7% บาร์คเลย์ 5.9% ลอยด์ส 5% และคอมเมิร์ซแบงก์ 5.9%

เป็นปฏิกิริยาของนักลงทุนในตลาดที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด หลังจากที่ตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้มีข่าวไม่สู้ดีให้นักลงทุนหวาดหวั่นใจมาโดยตลอด

เริ่มต้นตั้งแต่รายงานการจ้างงานของสหรัฐประจำเดือน มี.ค. โดยกระทรวงแรงงานที่ตอกย้ำชัดเจนว่าการจ้างงานลดลงจากเดือนก่อนหน้าจาก 2 แสนตำแหน่ง เหลือเพียง 1.2 แสนตำแหน่งเท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่าการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐส่อเค้าเซและเปราะบางจนไม่อาจหวังให้เป็นแหล่งพึ่งพิงจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังชะลอตัว

โลกสะท้านวิกฤตหนี้ท่วมสเปน-อิตาลี ตั้งเค้าชัดเจน

 

ส่วนยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของเอเชียอย่างประเทศจีน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในบรรดาความหวังของนักลงทุน ก็ดูจะไม่ค่อยสวยเท่าไรนัก จากปัญหาเงินเฟ้อที่ปรับตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็วถึง 3.6% หลังจากที่รัฐบาลตัดสินใจกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงต้นปีที่ผ่านมา

ข้อมูลทั้งหมดข้างต้นได้สร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุนในตลาด จนออกอาการรีรอลังเลที่จะลงทุนในตลาดของทั้งสหรัฐและยุโรปเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยข้างต้นที่กระทบตลาดทั่วโลกนี้ยังไม่หนักหนาสาหัสเท่ากับข่าวสัญญาณวิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรปรอบใหม่ที่กำลังจะพัดกระพือหวนกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่เพิ่งจะสยบวิกฤตหนี้สาธารณะของกรีซไปได้ไม่นาน

และในคราวนี้ยังมีแนวโน้มว่าจะใหญ่กว่า รุนแรงกว่าวิกฤตหนี้สาธารณะของกรีซ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เพราะจุดศูนย์กลางของวิกฤตหนี้ในครั้งนี้เป็นที่โจษจันคาดการณ์กันว่าจะเป็นสเปนและอิตาลี ประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 และ 4 รองจากเยอรมนีและฝรั่งเศสของภูมิภาคยุโรป และของกลุ่มประเทศผู้ใช้สกุลเงินยูโร (ยูโรโซน)

ทั้งนี้ ผลพวงจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ซบเซาทำให้เศรษฐกิจของประเทศสเปนและอิตาลีไม่เติบโตตามเป้าที่ควรจะเป็น จนส่งให้ปริมาณหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ปรับตัวสูงขึ้นจนน่าตกใจ โดยอิตาลีอยู่ที่ 121% ขณะที่สเปนอยู่ที่ราว 68%

นอกจากนี้ ปัจจัยส่อวิกฤตประการต่อมาของสเปนและอิตาลีก็คือตัวเลขว่างงานของประชาชนภายในประเทศ ซึ่งสำหรับประเทศสเปนนี้ ตัวเลขว่างงานเดือน มี.ค.ได้พุ่งสูงขึ้นทำสถิติใหม่นับตั้งแต่ที่มีการบันทึกสถิติมาเมื่อปี 2539 ถึง 4.75 ล้านคน หรือคิดเป็น 22.85% ของประชากรวัยทำงานทั้งหมด

ขณะที่อิตาลี แม้ว่าตัวเลขการว่างงานจะไม่สูงเท่าสเปน คืออยู่ที่ 9.3% แต่ก็นับได้ว่าสูงอยู่ดี เมื่อพิจารณาประกอบกับตัวเลขหนี้สาธารณะและขนาดเศรษฐกิจของประเทศ

สำหรับปัจจัยสะท้อนวิกฤตที่เผยให้เห็นประการสุดท้ายในขณะนี้ก็คือ ผลตอบแทนพันธบัตรของทั้งรัฐบาลสเปนและอิตาลีที่ปรับตัวสูงขึ้นจนน่าตกใจ

ทั้งนี้ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ยอดขายพันธบัตรรัฐบาลสเปนซึ่งต่ำกว่าเป้าที่รัฐบาลคาดหวังไว้แสดงให้เห็นเป็นอย่างดีว่านักลงทุนในตลาดหมดความเชื่อมั่นต่อประเทศสเปนว่าจะมีน้ำยาใช้หนี้คืนได้หรือไม่ กลายเป็นว่าสเปนต้องแบกรับต้นทุนภาระด้านการเงินเพิ่มขึ้น เพราะต้องเพิ่มผลตอบแทนพันธบัตรให้สูงขึ้นเพื่อดึงดูดนักลงทุน แถมยังมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสเปนระยะเวลา 10 ปี ปรับเพิ่มสูงขึ้น 5.99% จากเดิมที่ 5.74% เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ส่วนผลตอบแทนพันธบัตรของรัฐบาลอิตาลีก็ไม่น้อยหน้า ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 12% จากสัปดาห์ก่อนหน้ามาอยู่ที่ 5.56%

คอลลีน ซูพราน ผู้จัดการลงทุนในพอร์ตโฟลิโอ ระบุว่า ยุโรปสามารถจัดการพันบาดแผลจากวิกฤตหนี้ไม่ให้เลือดไหลทะลักออกมาได้ทันเวลา แต่สุดท้ายก็ยังไม่สามารถรักษาแผลให้หายขาด ซึ่งทำให้ในขณะนี้ยุโรปก็ยังคงไม่มีทางออกที่เหมาะสมสำหรับวิกฤตหนี้สาธารณะของภูมิภาค

ตามความเห็นของบรรดานักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ล้วนเห็นตรงกันว่า การที่รัฐบาลสมาชิกในกลุ่มยูโรโซนยังคงยึดมั่นในแนวทางของมาตรการรัดเข็มขัดอย่างเข้มงวดสำหรับแก้ไขปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะของภูมิภาค ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

เพราะวิธีการดังกล่าวส่งผลให้รัฐบาลหลายประเทศไม่สามารถใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากจำเป็นต้องประหยัดเพื่อไม่ก่อหนี้เพิ่ม โดยหลงลืมข้อเท็จจริงที่ว่าเศรษฐกิจจะเดินหน้าต่อไปได้ก็จำเป็นต้องอาศัยการกระตุ้นจากภาครัฐด้วยเช่นกัน

อุปสรรคติดขัดดังกล่าวที่เกิดขึ้น จึงส่งผลให้นักลงทุนในตลาดทั่วโลกเริ่มหวั่นใจกับสถานะทางเศรษฐกิจของสเปนและอิตาลีว่าอาจเลวร้าย บานปลาย และลุกลาม ทำให้เศรษฐกิจโลกเดินหน้าเข้าสู่ภาวะถดถอย

ยิ่งเมื่อความพร้อมในการแก้ปัญหาหนี้ของสหภาพยุโรป (อียู) ทั้งเงินในกองทุนแก้หนี้ที่คำนวณคร่าวๆ ก็รู้ว่าไม่เพียงพอต่อการรับมือเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างสเปนและอิตาลี หรือในนโยบายสหภาพการคลังที่ยังไม่สามารถตกลงกันได้โดยพร้อมเพรียง ก็ยิ่งทำให้แนวโน้มของวิกฤตหนี้สาธารณะของสเปนและอิตาลีที่ถ้าหากว่าเป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ส่อเค้าหนักหนาสาหัสรุนแรงยิ่งขึ้น และกลายเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่โลกจะได้หนาวสะท้านอีกระลอก

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท