
การแข่งขัน...การศึกษาและการศึกษาเอกชน
โดย...วีระศักดิ์ โควสุรัตน์
โดย...วีระศักดิ์ โควสุรัตน์
ในบรรดาคำถามและนโยบายเกี่ยวกับการพัฒนาการศึกษาของไทย ซึ่งจะเรียกว่าปฏิรูปการศึกษาหรือไม่ก็แล้วแต่ มักจะวนเวียนอยู่กับวิธีการจัดการการศึกษาโดยสถานศึกษาของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นของรัฐบาลกลางหรือรัฐบาลท้องถิ่น
จะให้เรียนฟรีกี่ปี ฟรีอะไรบ้าง
เอาแท็บเล็ตกลับบ้านได้ไหม
สัดส่วนระหว่างงบที่จะให้การศึกษาสายสามัญกับสายอาชีพจะเป็นเท่าไหร่
จะปิดโรงเรียนของรัฐขนาดเล็กที่มีครู 3 คน นักเรียน 6 ชั้น ซึ่งมี 27 คน ไหม
สังเกตดีๆ จะเห็นว่าไม่ค่อยมีใครพูดถึงบทบาทของการศึกษาภาคเอกชนและบทบาทของการศึกษาภาคสื่อสารมวลชนมากนัก ส่วนมากเป็นเพียงการวิจารณ์สื่อ
ส่วนเรื่องการจัดการการศึกษาภาคเอกชน ถ้าไม่ใช่เจ้าของสถานศึกษาพูดเองแล้ว แทบไม่เคยได้ยินนโยบายสาธารณะด้านนี้เลย ทั้งๆ ที่เอกชนมีบทบาทเชิงคุณภาพอย่างสำคัญในการให้บริการการศึกษา
จริงอยู่...จำนวนโรงเรียน จำนวนนักเรียน และจำนวนครูในภาคเอกชนเทียบเชิงปริมาณกับสถานศึกษาของรัฐไม่ได้...ประมาณหลักพันต่อหลักหมื่น บางเรื่องก็หลักแสน
แต่ถ้าสถานศึกษาเอกชนใดไม่แน่จริง ดำรงอยู่ไม่ได้หรอกครับ ไม่ได้เรียนฟรีเสียหน่อย
เท่าที่ผมเคยสัมผัสกับที่ประชุมผู้บริหารและครูสถาบันการศึกษาของเอกชน ส่วนมากไม่อยากยุ่งกับรัฐ คือสัมผัสกับรัฐเท่าที่จำเป็น และบางเรื่องแม้เห็นต่าง แต่ก็จะสงวนปากสงวนคำไว้ ไม่เป็นศัตรูกับรัฐดีกว่า
เบื่อจะต้องคอยกังวลกับการคุกคาม...!
ในต่างประเทศบางประเทศ สถาบันการศึกษาเอกชนเป็นความใฝ่ฝันของผู้เรียนที่จะได้สัมผัส
คุณภาพเป็นที่ยอมรับกว้างขวาง หลายแห่งเป็นสถาบันการศึกษาระดับโลกด้วยซ้ำ รายได้หลักมาจากเงินสนับสนุนสมทบสังคม หรือเครือข่ายศิษย์เก่าและการบริหารพอร์ตการลงทุน โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์
ในไทย...สถาบันการศึกษาเอกชนที่เป็นที่รู้จักมีมากแห่ง ทั้งที่อยู่ในส่วนกลางและต่างจังหวัด
แต่แปลกดีนะครับที่รัฐไทยแทบทุกสมัยไม่ค่อยจะศึกษาถอดบทเรียนอะไรจากระบบสถาบันการศึกษาเอกชน ไม่ว่าจะระดับอนุบาล ประถม มัธยม อาชีวะ พาณิชย์ หรือมหาวิทยาลัย
คำว่า “สถาบันการศึกษาเอกชน” ในหลายกรณีก็พบว่า แม้บริหารจนมีกำไร แต่ก็มิได้หมายความว่าจะมุ่งเอาผลกำไรไปแบ่งปันกัน แต่กลับเอากำไรไปหมุนเวียนพัฒนาระบบสนับสนุนการศึกษา และเครือข่ายของลูกศิษย์ ครู และศิษย์เก่าอย่างน่าชื่นชม
ปรัชญาการศึกษาที่เป็นยอมรับของทุกนักการศึกษา ทุกสมัยก็คือ
“Education for All” กล่าวคือ สนับสนุนให้การศึกษาไปถึงและมีขึ้นสำหรับทุกคน (ซึ่งแน่นอนว่าไม่ต้องเรียนเหมือนๆ กันหมด เพราะแต่ละคน แต่ละกลุ่ม มีความจำเป็นและความต้องการแตกต่างกัน)
อีกปรัชญาที่ตามมาคู่กัน คือ “All for Education” นั่นคือ การบริหารการศึกษามิได้ผูกขาดเฉพาะผู้ให้บริการจากภาครัฐ แต่รวมถึงวัดวาอาราม ผู้สืบทอดศาสนา ตลอดจนภาคเอกชน ชุมชน ครอบครัว และสื่อสารมวลชนก็จัดการศึกษาด้วย ส่วนใหญ่คนมักเหมาไปว่า คำว่า “All for Education” คือ ทุกคนพากันสนับสนุนกิจการการศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของรัฐเท่านั้น เช่น ทำ CSR บ้าง บริจาคของ บริจาคเงินไว้หักภาษีบ้าง
ผมเห็นว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สุชาติ เป็นคนน่าสนใจ เป็นนักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งถ้าเคลื่อนความคิดเศรษฐศาสตร์การศึกษา อาจมีวิธีถ่ายทอดความคิดที่ช่วยให้เอกชนเข้ามามีบทบาทในการศึกษาเชิงคุณภาพได้ชัดกว่าที่กระทรวงนี้เคยทำ







