
วิกฤต ' โตโยต้า'
...สรศาสตร์ สุขเจริญสิน
ข่าวยิ่งใหญ่ไม่แพ้คดียึดทรัพย์ ก็คงจะเป็นข่าวระดับอินเตอร์ของค่ายยานยนต์ยักษ์ใหญ่สายพันธุ์ญี่ปุ่นอย่าง
“โตโยต้า” ที่เผชิญมรสุมครั้งนี้เสียหายหลายล้านล้านทีเดียว เมื่อต้องทำการเรียกคืนรถยนต์ครั้งใหญ่ที่สุดในตลาดสหรัฐ จำนวนกว่า 4 ล้านคัน หลังพบปัญหาเกี่ยวกับพรมปูพื้น ที่อาจขัดคันเร่ง ทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้ครั้งนี้นับเป็นการเรียกคืนที่ใหญ่และสูญเสียมากกว่าการเรียกคืนรถยนต์ครั้งก่อนหน้านี้คือประมาณ 9 แสนคันเมื่อปี 2548 ที่มีปัญหาเกี่ยวกับพวงมาลัย
วิกฤต
“โตโยต้า” ในครั้งนี้ มีความน่าสนใจในแง่มุมต่างๆ ทั้งทางด้านเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ ซึ่งประเด็นที่ผมจะกล่าวถึงในตอนนี้จะเกี่ยวข้องกับ “จุดแข็ง” ของโตโยต้าเป็นที่ทราบกันดีว่า โตโยต้า มีชื่อเสียงในฐานะที่เป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่ได้รับการกล่าวขวัญในด้านคุณภาพ และเป็นที่ไว้วางใจของลูกค้าทั่วโลก และโตโยต้ายังได้สร้างกระบวนการผลิตและห่วงโซ่อุปทานระดับตำนานในการผลิตรถยนต์ให้กับสังคมโลกอีกด้วย
รูปแบบการผลิตของโตโยต้า ที่แตกต่างจากผู้ผลิตรถยนต์รายอื่น คือ การปฏิบัติการที่มีความยืดหยุ่นสูง มีความหลากหลายของยานยนต์บนสายการประกอบเดียวกัน เพื่อสนองตอบความต้องการของลูกค้า
หนึ่งในความสำเร็จ ที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงกันมาก คือ การผลิตแบบลีน (Lean Production) หรือระบบการผลิตแบบโตโยต้า (Toyota Production System หรือ TPS) ที่เน้นการผลิตเท่าที่จำเป็นเพื่อลดการสูญเสียโดยไม่จำเป็น
รูปแบบนี้ตรงข้ามกับการผลิตแบบ Mass Production ที่ต้องการได้ต้นทุนต่อหน่วยที่ต่ำจนอาจจะมีสินค้าคงคลังมากเกินความจำเป็น
ระบบการผลิตแบบโตโยต้าได้จุดประกายให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั่วโลกในเกือบทุกอุตสาหกรรมในเวลาต่อมา
วิกฤต
“โตโยต้า” นี้ เกิดขึ้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ที่มีมูลค่าการตลาดสูงสุดในปัจจุบัน จึงทำให้สิ่งที่โตโยต้าเผชิญอยู่นั้น มิใช่ความสูญเสียธรรมดา แต่อาจนำไปสู่ความหายนะได้เลยทีเดียว เพราะใครๆ ในตลาดต่างก็จับจ้องรอจังหวะที่จะช่วงชิงกันเป็น “หมายเลขหนึ่ง” กันทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 3 ค่ายรถยนต์สัญชาติอเมริกันที่เป็นเจ้าถิ่น ทั้งเจเนอรัล มอเตอร์ส ฟอร์ด และ ไครสเลอร์ ซึ่งคราวนี้ได้โอกาสเหมาะในการสวนหมัดบ้างฉวยโอกาสที่โตโยต้ากำลังเพลี่ยงพล้ำ ชิงส่วนแบ่งตลาดด้วยการให้ข้อเสนอพิเศษ เก่าแลกใหม่ ให้เฉพาะกับลูกค้าที่นำรถยนต์โตโยต้ามาแลกซื้อรถยนต์คันใหม่ เรียกได้ว่า ถ้าใครไม่มีรถโตโยต้า ก็ไม่ได้สิทธิพิเศษนี้เลยนะครับ
เจอโปรโมชันนี้เข้า ทำให้ยอดขายเดือน ก.พ. ของโตโยต้าเติบโตติดลบในขณะที่คู่แข่งที่เป็นเจ้าถิ่นกลับมียอดขายที่เพิ่มสูงขึ้นในอัตราที่สูงเป็นประวัติการณ์
คู่แข่งหัวดำสายเอเชียอีกรายที่นับวันยอดขายจะดีวันดีคืนไม่แพ้ค่ายรถยนต์รายใหญ่ของสหรัฐ เนื่องจากกระแสเกาหลีฟีเวอร์ตอนนี้กระจายไปเกือบทั่วทุกมุมโลก ทั้งเรื่องดารานักร้อง การแต่งกาย หนังและละคร อาหารการกิน การท่องเที่ยว และยังลามมาถึงเรื่องรถยนต์ด้วย
ฮุนไดค่ายรถยนต์ของเกาหลีใต้ จึงรีบทำคะแนนด้วยการให้ข้อเสนอพิเศษ ทั้งลดแลกแจกแถมต่างๆ นานา ที่ล้วนแล้วแต่ชวนฝันทำให้อยากเปลี่ยนมาขับรถยนต์เชื้อสายกิมจิกันมากขึ้น
ข้อเสนอนี้มีให้กับลูกค้าที่นำรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้ามาแลกซื้อรถยนต์ใหม่เท่านั้น เจาะจงกันขนาดนี้ แล้วรถยนต์โตโยต้าจะขาดตลาดกันไหมครับนี่
เมื่อปรมาจารย์ด้านคุณภาพอย่างโตโยต้าต้องมาพลาดท่าเสียทีในเรื่องคุณภาพเสียเองแล้ว การสูญเสียจุดแข็งด้าน ความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage) นี้ จึงเท่ากับเป็นการเปิดประตูเมืองให้ข้าศึกบุกเข้าตีเพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาดไป
นี่ยังไม่นับรวมการผสมโรงของรัฐบาลสหรัฐ ที่ทุ่มเทความสนใจอย่างมากผิดปกติต่อกรณีการเรียกคืนรถยนต์ของโตโยต้า พลิกวิกฤตโตโยต้ามาเป็นโอกาสของตน ซึ่งถูกมองว่าเป็นการกระทำที่มุ่งปกป้องอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศ เนื่องจากเวลานี้รัฐบาลอเมริกันเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในกิจการของเจเนอรัล มอเตอร์ส และไครสเลอร์นั่นเอง
เมื่อพิจารณาแง่มุมนี้เพิ่มเติม ที่อาจจะเกี่ยวโยงไปถึงเรื่องการกีดกันทางการค้าอีกด้วยนั้น เลยทำให้งานนี้ พี่ใหญ่คนโตของเราคงจะบาดเจ็บไปอีกนาน
คราวนี้คงได้เยียวยารักษาบาดแผลไปพร้อมๆ กับการพัฒนา ระบบการผิดแบบโตโยต้า (Toyota Error System หรือ TES) ที่สอนให้รู้ว่า ต้องเน้นการผิดเท่าที่จำเป็น เพื่อลดการสูญเสียโดยไม่จำเป็น ซึ่งระบบนี้ก็คงจะได้รับการกล่าวขวัญกันในวงการอย่างแพร่หลายไม่แพ้ ระบบการผลิตแบบโตโยต้า ที่เคยประสบความสำเร็จมาอย่างล้นหลามเลยทีเดียว







