
จี้รัฐจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าว
โดย...ธเนศน์ นุ่นมัน
โดย...ธเนศน์ นุ่นมัน
หากประมาณการว่าประเทศไทยมีแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายมากกว่า 5% หรือกว่า 2 ล้านคน จะส่งผลกระทบต่อการจ้างงานและปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกมาก
การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวอย่างไร้ทิศทางกำลังจะสร้างปัญหาและดันให้ต้นทุนสังคมสูงขึ้นอีกหลายมิติ ภาครัฐจึงไม่ควรเมินเฉยต่อเรื่องนี้
เมื่อวันที่ 10 เม.ย. เครือข่ายองค์การแรงงานระหว่างประเทศ จึงได้จัดเวทีระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องแนวทางการบริหารจัดการ เพื่อรับมือกับปัญหา
อดิศร เกิดมงคล ตัวแทนเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ กล่าวว่า การจัดการแรงงานข้ามชาติหลายด้านเป็นปัญหาเรื้อรัง หน่วยงานรัฐต้องบูรณาการการทำงานอย่างเป็นระบบและต้องทำงานด้วยความรวดเร็ว เพราะมีกฎหมายหรือระเบียบปฏิบัติหลายฉบับที่ออกมายังล่าช้า ส่งผลให้การจ้างงานของแรงงานข้ามชาติได้รับผลกระทบ เช่น กฎกระทรวงเรื่องการจ้างงานแรงงานต่างด้าวในพื้นที่ชายแดน ที่กฎหมายแม่ออกมาตั้งปี 2551 แต่ผ่านมา 5 ปีแล้ว กฎกระทรวงฉบับนี้ก็ยังไม่ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง จึงทำให้ยังไม่สามารถจ้างงานในพื้นที่ชายแดนได้
อดิศร ระบุอีกว่า การเพิ่มค่าจ้าง 300 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา ก็เป็นอีกเรื่องที่น่าเป็นกังวล เพราะจะครอบคลุมถึงแรงงานข้ามชาติด้วย และตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ก็กำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้เท่ากับแรงงานในประเทศไทยเท่ากัน แม้นายจ้างจะยังมีทัศนคติในเรื่องการจ้างงานของแรงงานข้ามชาติที่เชื่อว่าต้องจ้างถูกอยู่ก็ตาม
นอกจากนี้ เรื่องที่จำเป็นเร่งด่วนกว่าทุกเรื่องก็คือ ในวันที่ 13 เม.ย.นี้ แรงงานข้ามชาติที่ทำงานครบกำหนดระยะเวลา 2 ปี จะต้องมาต่อใบอนุญาตใหม่ ซึ่งยังไม่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชาสัมพันธ์ในเรื่องนี้เท่าที่ควร ทำให้แรงงานมาต่อใบอนุญาตไม่ทันและกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายไป
รพี โล่ชัยยะกูล ตัวแทนจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ยอมรับว่า หน่วยงานรัฐยังจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวแบบแยกส่วนกันอยู่ โดยมี 2 เรื่องหลักที่กำลังดำเนินการ คือ กรณีแรงงานที่ไม่ผ่านกระบวนการพิสูจน์สัญชาติ ก็จะขอพิสูจน์สัญชาติซ้ำกับประเทศต้นทาง ซึ่งหากประเทศต้นทางไม่ให้ความร่วมมือ ก็จะใช้เครื่องมือในการดำเนินการต่อไป โดยการใช้กระบวนการของการเปิดเสรีอาเซียน เช่น กรณีโรฮิงญา
สอง คือ เรื่องกลุ่มผู้ติดตาม ที่ผ่านมา ได้ดูแลตามอนุสัญญาที่ไทยได้ลงนามไว้กับสหประชาชาติในการให้สัญชาติกับเด็กที่เป็นผู้ติดตาม หากพ่อแม่ของเด็กผ่านกระบวนการพิสูจน์สัญชาติแล้ว ก็จะผลักดันให้ประเทศต้นทางดำเนินการรับรองสัญชาติให้กับเด็กด้วย และหากพ่อแม่พิสูจน์สัญชาติไม่ผ่าน ก็จะมีการกำหนดสถานะให้เด็กตามกฎหมายไทยต่อไป
ด้าน ขวัญฤทัย ศิริพัฒนโกศล ผู้ประสานงานโครงการระหว่างภูมิภาคขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิแรงงานข้ามชาติ (ILO) กล่าวว่า ปัญหาเร่งด่วนที่ภาครัฐต้องเร่งดำเนินการคือ ปัญหากระบวนการนายหน้าที่หลอกแรงงานในการขอพิสูจน์สัญชาติ ซึ่งเกิดขึ้นจำนวนมาก
ภัทรวุธ เภอแสละ นักวิชาการจากสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กล่าวว่า ได้ขยายพื้นที่ในการให้บริการขอพิสูจน์สัญชาติ ทั้งพม่า กัมพูชา และลาว ออกเป็น 5 จุด ซึ่งจากเดิมมี 3 จุด เพื่อให้สะดวกต่อการขอพิสูจน์สัญชาติกับแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานพม่านั้นหลังการเลือกตั้งของประเทศพม่าผ่านไป ก็จะทำให้กระบวนการขอพิสูจน์สัญชาติทำได้ง่ายขึ้น







