
2 ปี เม.ย.วิปโยค "พท.-ปชป" ยังจมปลักขัดแย้ง
ครบรอบ 2 ปี เหตุการณ์ขอคืนพื้นที่การชุมนุมบริเวณสี่แยกคอกวัว เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553 ที่นำมาสู่ความเสียหาย บาดเจ็บ จนถึงขั้นเสียชีวิต
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
ครบรอบ 2 ปี เหตุการณ์ขอคืนพื้นที่การชุมนุมบริเวณสี่แยกคอกวัว เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553 ที่นำมาสู่ความเสียหาย บาดเจ็บ จนถึงขั้นเสียชีวิต ไม่ว่าจะเป็น ทหาร เสื้อแดง หรือสื่อมวลชนต่างชาติ
ทว่า ความคืบหน้าในการติดตามหาตัวคนผิดมาดำเนินคดีลงโทษ กลับยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันจับต้องได้ ที่จะช่วยบรรเทาความรู้สึกของญาติผู้สูญเสีย
ที่สำคัญ “ความขัดแย้ง” ที่เป็นชนวนนำมาสู่ความเสียหายรุนแรงในประวัติศาสตร์การเมือง นอกจากจะไม่คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นแล้ว วันนี้ความขัดแย้งดังกล่าวกลับจะยังครุกรุ่นที่พร้อมจะลุกโชนขึ้นอีกครั้ง ด้วยชนวนปัจจัยหลายๆ เรื่องที่กำลังถูกจุดประเด็นขึ้นมา
คู่ขัดแย้งสำคัญอย่างเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ ยังไม่มีทีท่าจะร่วมแรงร่วมใจกันเดินหน้าผลักดันวาระปรองดองฟื้นสมานฉันท์ให้กลับคืนมาสู่ประเทศไทย
จับอาการจากการรำลึกถึงเหตุการณ์ 2 ปี 10 เม.ย. ที่สี่แยกคอกวัว ทั้งเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ต่างยังมองกันคนละมุม เดินกันคนละทาง และยังยืนยันในจุดยืนของตัวเอง ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบยากจะหาจุดร่วมที่จะดึงให้ทั้งสองฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน
เมื่อด้านหนึ่ง “ประชาธิปัตย์” นำทีมโดย กรณ์ จาติกวณิช อภิรักษ์ โกษะโยธิน พร้อม สส. สก. สข. และกลุ่มประชาชนที่สนับสนุนพรรคร่วม 50 คน สวมเสื้อสีดำสกรีนข้อความสีขาวว่า “ความยุติธรรมต้องมี ความจริงต้องปรากฏ”
เดินเท้าถือป้ายขนาดใหญ่สีขาวเขียนข้อความด้วยอักษรสีดำว่า “อาลัยคนจากไป อย่าให้ใครมาทำอีก” พร้อมวางพวงหรีดดอกไม้สดและยืนไว้อาลัย ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ก่อนจะเดินต่อไปยังสี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน เพื่อวางพวงหรีดเคารพทหารและผู้เสียชีวิตในจุดดังกล่าวอีกครั้ง
อีกด้านหนึ่ง เพื่อไทยที่เชื่อมโยงเคลื่อนไหวกับทางเสื้อแดง กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ประกาศทำบุญเลี้ยงเพลพระสงฆ์ 30 รูป อุทิศส่วนกุศลให้ทุกฝ่ายที่เสียชีวิตในเหตุการณ์สลายการชุมนุมไม่จำกัดฝ่าย โดยเลื่อนจากวันที่ 10 เม.ย. เป็นวันที่ 11 เม.ย. เพื่อไม่ให้กระทบต่อขบวนพระราชพิธีเก็บพระอัฐิ
ขณะที่รูปแบบการจัดงานได้ลดขนาดจากที่เคยจัดใหญ่ในปีที่แล้ว ส่วนหนึ่งเพราะเสื้อแดงยังมีภารกิจต่อเนื่อง ธิดา ถาวรเศรษฐ์ ประธาน นปช. นิสิต สินธุไพร รองประธาน นปช. สุภรณ์ อัตถาวงศ์ วรวุฒิ วิชัยดิษฐ โฆษก นปช.จะเดินทางไปยัง จ.หนองคาย เพื่อร่วมเวทีชุมนุมบริเวณเชิงสะพานมิตรภาพ เตรียมพร้อมเดินทางต่อไปทำบุญร่วมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ วันที่ 12 เม.ย. ที่วัดพระธาตุหลวง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
การต่อสู้ของคนเสื้อแดงเวลานี้ จึงถูกลากจูงด้วยกระบวนขับเคลื่อนของเพื่อไทยที่ออกแรงเดินหน้าผลักดันกระบวนการ “ปรองดอง” ในคราบ “นิรโทษกรรม” โดยไม่สนใจสืบสาวไปถึงกระบวนการเร่งหาตัวคนผิดมาลงโทษ
ขณะที่ “ประชาธิปัตย์” ปรากฏตัวส่งสัญญาณผ่านการไว้อาลัยเหตุการณ์ 10 เม.ย. ที่ยืนยันจะเดินหน้าสืบหาความจริง คืนความเป็นธรรมในการดำเนินการหาผู้กระทำความผิด เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย
ยืนยันโดยคำพูดจาก “กรณ์” อธิบายว่าวิธีการที่จะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำคือ ต้องพิสูจน์ความจริงถึงสาเหตุที่มาว่าเกิดจากอะไร เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมกำหนดให้เกิดความชัดเจนว่า ใครต้องรับผิดชอบอย่างไร ต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น จากนั้นสังคมจึงจะให้อภัยซึ่งกันและกันได้ และจะเกิดการเรียนรู้ร่วมกันของสังคมที่จะสร้างภูมิคุ้มกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก ไม่ใช่ปฏิเสธการค้นหาข้อเท็จจริง แต่ก้าวข้ามไปที่การนิรโทษกรรม
ท่าทีจากทั้งสองฝั่งที่ขัดแย้งกันเช่นนี้ ย่อมทำให้เส้นทางปรองดองที่รัฐบาลเพื่อไทยผลักดันจนได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร และส่งต่อไปให้ ครม.ดำเนินการนั้นดูยากจะเป็นไปได้
ยิ่งย้อนดูท่าทีจุดยืนของทั้งสองฝั่ง ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย มุมมอง แนวความคิด ล้วนแต่ไม่มีทางที่จะไปด้วยกันได้ ความขัดแย้ง ทั้งในสภาที่รุนแรงบานปลายมากขึ้น ส่งผลลุกลามไปถึงความรุนแรงนอกสภา
บรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในหลายเรื่องกลายเป็นสงครามน้ำลาย หยาบคาย ด่าทอ ประท้วงกันวุ่นวาย เรื่องสภาผู้แทนราษฎร ทั้งการแก้รัฐธรรมนูญ ที่ทั้งสองฝ่ายต่างมีจุดยืนแตกต่างจนพานให้การอภิปรายวุ่นวายยาวนาน
ประเด็นเรื่อง “ปรองดอง” ที่ผ่านการพิจารณาของสภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังไม่เห็นจุดร่วมระหว่างสองพรรคใหญ่ ที่เป็นปัญหาตั้งแต่ก่อนเข้าสภา ต่อเนื่องไปจนถึงขั้นตอนหลังผ่านสภาไปแล้ว
ท่าทีจากแกนนำประชาธิปัตย์อย่าง สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ไม่เห็นด้วยกับการดึงดันกระบวนการปรองดองผ่านกลไก กมธ.ปรองดอง พร้อมเสนอให้สถาบันพระปกเกล้าที่เสนอกลับไปทำรายงาน ทำประชามติ แต่ถ้าไม่ทำจะเดินหน้าสู้แน่นอนและจะเดินสายให้ประชาชนลุกขึ้นมาสู้
ขณะที่บรรยากาศเดิมๆ มีกลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 56 คน รวมตัวตะโกนโห่ไล่ ด่าทอขบวนของกรณ์ ด้วยถ้อยคำหยาบคายระหว่างการไปไว้อาลัย ล้วนสะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งยังยากที่จะหายไปจากสังคม
ยิ่งในวันที่จุดยืนและท่าทีของสองพรรคใหญ่ที่ไม่มีทีท่าว่าจะไปด้วยกันได้ ความปรองดองที่สังคมส่วนใหญ่ต้องการคงจะยากจะเกิดขึ้นในเวลาอันใกล้นี้







