
เบี้ยประกันภัย ยังไม่ลงสินไหมอืดเป็นเรือเกลือ
ถึงปัจจุบันนี้ การจ่ายเงินชดเชยความเสียหายน้ำท่วมแก่ลูกค้ารายใหญ่ ยังไม่ถึงมือผู้ประกอบการตามเป้าหมายที่ภาครัฐต้องการมีการคาดกันว่า
โดย...วารุณี อินวันนา
ถึงปัจจุบันนี้ การจ่ายเงินชดเชยความเสียหายน้ำท่วมแก่ลูกค้ารายใหญ่ ยังไม่ถึงมือผู้ประกอบการตามเป้าหมายที่ภาครัฐต้องการมีการคาดกันว่า เงินบาทสุดท้ายที่ลูกค้ากลุ่มนี้จะได้รับอย่างน้อยต้องใช้เวลาถึง 2 ปี
ทั้งนี้ เพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 3 เดือนแรกที่ผ่านมา ล้วนบ่งชี้ว่าลูกค้ารายใหญ่จะไม่ได้รับเงินชดเชยสินไหมง่ายๆ เหมือนอย่างที่รัฐบาลพยายามกดดันผ่านคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ให้ไปไล่บี้บริษัทประกันวินาศภัยเร่งจ่ายสินไหมออกมาโดยเร็วอย่างน้อย 6 เดือน ผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ต้องได้รับเงินไม่น้อยกว่า 75% ของสินไหมที่ต้องจ่ายทั้งหมด 4.86 แสนล้านบาท
ขณะที่ความเป็นจริง 3 เดือนแรก คปภ. ระบุว่า บริษัทประกันวินาศภัยจ่ายเงินชดเชยออกมาเพียง 1.03 แสนล้านบาทเท่านั้น
ในจำนวนนี้ผู้ประกอบการรายใหญ่ได้รับเงินเพียง 22% หรือ 2.26 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ส่วนสินไหมทดแทน 8.03 หมื่นล้านบาท หรือ 78% เป็นการจ่ายออกมาให้กับลูกค้ารายเล็กรายน้อย
การที่ภาครัฐวางกรอบไว้ว่า 6 เดือน ลูกค้ารายใหญ่ต้องได้รับการชดเชยสินไหมน้ำท่วมไม่ต่ำกว่า 75% เป็นการคาดการณ์ที่เป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริง
เพราะการจ่ายค่าสินไหมระหว่างบริษัทประกันภัยญี่ปุ่น บริษัทประกันภัยไทย และบริษัทประกันภัยต่อ ไม่ได้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน และไม่ยอมรับในมาตรฐานการทำงานระหว่างกัน
ผู้บริหารบริษัทสัญชาติญี่ปุ่น ยืนยันจะจ่ายสินไหมให้ลูกค้าทั้งหมดในวันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยเป็นกลุ่มที่รับประกันภัยลูกค้ารายใหญ่ใน 7 นิคมอุตสาหกรรมมากที่สุด
หากพิจารณาจากท่าทีของประกันญี่ปุ่นแล้ว รับประกันได้ว่า กว่าลูกค้ารายใหญ่จะได้รับสินไหมทดแทนต้องรอให้ครบก่อน 6 เดือน
นี่คือความจริงที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ของไทยกำลังเผชิญ
อย่างไรก็ตาม บริษัทประกันภัยต่อทั้งในและต่างประเทศที่ไปรับลูกค้าของประกันภัยญี่ปุ่นมาอีกทอดไม่ยอมรับ พวกเขาต่างมองว่าการจ่ายสินไหม 100% ภายใน 3 เดือนไม่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง เป็นการจ่ายชดเชยเพราะความเป็นกลุ่มก้อนเดียวกันทางธุรกิจ
บริษัทประกันจึงทำการรวมกลุ่มกัน ทำการตรวจสอบการสำรวจและประเมินความเสียหายจากภัยน้ำท่วมทุกรายการ
นอกจากนี้ บริษัทประกันภัยต่อที่ไปรับงานจากประกันญี่ปุ่น ยังต้องการเวลาพิสูจน์ความเสียหายตามรายงานของผู้สำรวจและประเมินราคาว่าเป็นจริงหรือไม่
ยังมีการเจาะลึกลงไปถึงสต๊อกสินค้า ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่เสียหายเกือบ 100% ว่าเป็นจริงตามที่รายงานหรือไม่ เพราะกว่าน้ำจะท่วมมีเวลาในการขนย้ายสินค้าบางส่วนออกไปแล้ว
ขณะที่เครื่องจักรก็ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ เพราะโรงงานในประเทศไทยมีการนำเข้าเครื่องจักรเก่าที่ไม่ได้ใช้แล้วของบริษัทแม่เข้ามาใช้ การจะมาตีราคาเท่ากับเครื่องจักรใหม่เสียหาย เป็นเรื่องที่ประกันภัยต่อไม่ยอมจ่ายเงินให้แน่
ไม่เพียงเท่านั้น ความเสียหายต่อตัวอาคารและการซ่อมจะยัดไส้เป็นไปได้ยาก เพราะบางที่มีการซ่อมกำแพงทั้งแผง ทั้งที่เสียหายจากน้ำท่วมเพียง 50%
ตัวอย่างข้างต้น ทำให้บริษัทประกันภัยต่อต่างประเทศลงโทษบริษัทประกันภัยในไทยด้วยการหยุดจ่ายสินไหมล่วงหน้าชั่วคราว
นี่คือปัญหาที่ทำให้จนถึงปัจจุบันสินไหมยังไปไม่ถึงมือ
สุรชัย ศิริวัลลภ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ ถึงกับฟันธงว่า ลูกค้ารายใหญ่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี 6 เดือน ถึง 2 ปี นับจากน้ำท่วมการจ่ายสินไหมทดแทนน้ำท่วมจึงจะจบ แต่สำหรับลูกค้ารายย่อยจ่ายจบแน่ภายใน 3 เดือน เพราะไม่ต้องพิสูจน์มากมาย
ยกตัวอย่าง กรณีน้ำท่วม จ.นครราชสีมา มีโรงงานแห่งหนึ่งทำประกันน้ำท่วมวงเงินคุ้มครอง 1,400 ล้านบาท มีการแจ้งเคลมความเสียหาย 800 ล้านบาท เมื่อบริษัทสำรวจภัยและประเมินราคาเข้าไปตรวจสอบสถานที่จริง ความเสียหายลดลงเหลือ 600 ล้านบาท
พอเข้าขั้นตอนการพิสูจน์ความเสียหาย พบว่าเข้าเงื่อนไขการจ่ายสินไหมตามกรมธรรม์เพียง 350 ล้านบาท และใช้เวลานานร่วม 1 ปี
แนวทางการปฏิบัติของบริษัทประกันภัยต่อต่างประเทศและไทย ก็ต้องดำเนินการเช่นเดียวกัน
เพราะถ้าทำผิดเงื่อนไขมีสิทธิผิดกฎหมาย งานนี้ถึงรัฐบาลจะเร่งผลักดันเม็ดเงินออกมาจากกระเป๋าประกันต่ออย่างไร ก็ไร้ผล
อีกด้านหนึ่งนั้นคือ ผลกระทบของเบี้ยประกันที่มีการประเมินกันว่า เมื่อมีการตั้งกองทุนภัยพิบัติขึ้นมาจะทำให้เบี้ยประกันภัยลดลง
แต่ในความเป็นจริงนั้นล้วนเป็นราคาคุยเท่านั้น
กว่าเบี้ยจะลด บรรดาโรงงาน รายเล็ก รายใหญ่ ยันชาวบ้านต้องหน้าเขียว
แม้ว่ารัฐบาลจะเร่งขายประกันภัยพิบัติ เพื่อสร้างการอ้างอิงราคา
และมีการประเมินว่าราคาเบี้ยจะค่อยลดลง หลังจากเพิ่มขึ้นไปจากที่เคยจ่ายเบี้ยรับประกันอยู่แค่ 0.02% เท่านั้น แต่ปัจจุบันเบี้ยวิ่งทะลุ 10-15%
ข้อมูลชัดเจนที่การันตีถึงจุดนี้คือ บันทึกที่ คปภ.แจ้งว่าจากการหารือกับบริษัทรับประกันภัยต่อ (รีอินชัวเรอส์) ในต่างประเทศต่างระบุว่า หากทำประกันภัยต่อกับรีอินชัวเรอส์รายใหญ่ๆ จะคิดอัตราเบี้ยประกันประมาณ 810% หากรัฐบาลไทยต้องการได้ส่วนลด 3-5% ต้องทำมาตรการบริหารจัดการน้ำต่างๆ ให้ชัดเจนจึงจะลดให้
ในความหมายคือ อัตราเบี้ยที่คิดอยู่ในตอนนี้จะมีค่าเฉลี่ยที่ 8% หากจะได้ส่วนลดสูงสุด 5% เพื่อที่เบี้ยอยู่ที่ 3% การบริหารจัดการน้ำต้องชัดเจน
จะเห็นได้ว่า เบี้ยประกันจะขึ้นลงหรือไม่แค่ไหน สิ่งสำคัญคือการบริหารจัดการน้ำจะช่วยทำให้ค่าเบี้ยประกันลดลงได้
นั่นเป็นภาคอุตสาหกรรมที่ต้องเผชิญ แต่สำหรับลูกค้าที่กู้สินเชื่อบ้านกับธนาคารนั้น พวกเขาล้วนโดนบังคับให้ทำประกันอยู่แล้ว นี่คือภาระที่ต้องแบก
แต่เชื่อหรือไม่จนถึงปัจจุบันนี้เบี้ยที่มีการคุยว่าจะลดลงนั้น ขนาดว่าคณะกรรมการกองทุนภัยพิบัติคุยคำโตว่า มีบริษัทรับประกันภัยต่อหลายรายได้ติดต่อเข้ามาทางกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติบ้างแล้ว และได้มีการหารือต่อรองกันในอัตราเบี้ยประกันภัยต่อ ส่งผลให้อัตราเบี้ยประกันภัยต่อลดลงไปเรื่อยๆ จนมาอยู่ที่ 3% ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่นอนว่าบริษัทประกันจะคิดเบี้ยในอัตราเบี้ยประกันดังกล่าว
พวกเขาต่างเฝ้ารอให้การจัดการน้ำนิ่งเสียก่อน อัตราเบี้ยประกันภัยต่อจึงจะนิ่งและมีโอกาสลดลงได้
แผนลงทุนระบบบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท จึงผูกติดกับอัตราเบี้ยประกันภัยน้ำท่วมชนิดที่แยกกันไม่ออก
สำหรับเบี้ยประกันภัยต่อนั้นใครที่คิดว่าจะลดลงสู่ระบบปกติ 0.02% เหมือนเมื่อก่อนน้ำท่วมนั้นคงเกิดขึ้นได้ยาก
อย่างดีที่สุดน่าจะยืนอยู่ในระดับ 3% จากที่เคยถีบตัวไป 10-15% เมื่อยามตื่นตระหนกกับน้ำท่วมใหญ่
ภัยจากเบี้ยประกันจึงลามเลียต้นทุนผู้ประกอบการไทยไปอีกยาว







