
คนสุรินทร์ผวา!เสือโผล่ขย้ำกินลูกควาย
ชาวสุรินทร์ผวาหนักเสือโผล่ออกจากป่าไล่ ขย้ำกินลูกควายเป็นตัวที่ 5 แล้ว
ชาวสุรินทร์ผวาหนักเสือโผล่ออกจากป่าไล่ ขย้ำกินลูกควายเป็นตัวที่ 5 แล้ว
ชาวบ้านอำปึล ต.เทนมีย์ อ.เมือง และหมู่บ้านใกล้เคียงในพื้นที่ต.ทมอ อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ อยู่ด้วยความหวาดผวาไม่กล้าออกจากบ้านพักเนื่องจากเสือหิวโซออกจากป่าสงวนแห่งชาติของกรรมป่าไม้ หรือ ป่าตาหีบที่พื้นที่ กว่า 3,000 ไร่ อาละวาดไล่กัดกิน ลูกควายอายุครึ่งเดือนที่เลี้ยงไว้และผูกแม่ควายไว้ใกล้กับคอกกลางทุ่งนาใกล้กับป่าดังกล่าวถูกเสือไล่ตระครุบกัดกินเนื้อจนเสียชีวิตอยู่กลางทุ่งนาอีกตัว นับเป็นตัวที่ 5 อีกแล้ว เมื่อวันที่ 3 เม.ยที่ผ่านมา ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 14 มี.ค.ที่ผ่านมาวัวและควายชาวบ้านที่เลี้ยงไว้ถูกสัตว์ไม่ทราบชนิดขย้ำกินไปแล้ว 4 ตัว
นางเยี่ยม ศิริรจน์ อายุ 58 ปี อยู่บ้านเลขที่ 139 ม. 7 บ้านอังกัญ ต.ตาอ็อง อ.เมือง จ.สุรินทร์ เจ้าของลูกควายที่ถูกสัตว์ไม่ทราบชนิดตะครุบฆ่ากัดกินเนื้อ กล่าวว่า เมื่อเวลาประมาณ 06.30 น.ของวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา นายบรรจง ซึ่งเป็นสามีได้เดินทางไปที่ทุ่งนาที่อยู่ห่างจากบ้านอังกัญกว่า 3 กม.เพื่อนำควายที่ผูกไว้ใกล้กับคอกบริเวณที่นาใกล้กับป่าดังกล่าวเพื่อให้กินหญ้าตามปกติทุกวัน ซึ่งควายมีด้วยกัน 2 ตัว คือตัวผู้และตัวเมีย รวมทั้งลูกควายอายุครึ่งเดือนอีกตัว รวมเป็น 3 ตัวแต่คืนวันนั้นไม่ได้เอาควายเข้าคอก โดยผูกไว้บริเวณทุ่งนาแทนแต่พอเช้าวันเกิดเหตุสามีได้เดินทางไปเพื่อปล่อยควายหากินหญ้าตามปกติ
อย่างไรก็ตามพอไปถึงกลับไม่พบลูกควายจึงเดินหาอยู่นานแต่ไม่พบจึงต้องแก้มัดเชือกแม่ควายผูกไว้ให้ออกไปอาหารก่อน จากนั้นสามีเดินตามหาลูกควายไปตามกลิ่นจนพบซากลูกควายนอนตายอยู่ มีมดไต่ตอม และพบกับสุนับบ้าน 2-3 ตัวกำลังรุมกินซากลูกควาย ทำให้สามีเกิดความโมโหคิดว่าสุนัขไล่ขย้ำกินลูกควายจึงใช้ปืนแก็ปยิงสุนัขจนตาย แต่จากตรวจดูซากลูกควายกลับพบร่องรอยเล็บสัตว์ไม่ทราบชนิดจิกตะครุบบริเวณหลังก่อนลากเป็นทางยาวประมาณ 1 คืบ และยังพบร่องรอยกัดกินก้อนเนื้อเป็นรูโหว่บริเวณกล้ามเนื้อตรงขาหนีบ รวมทั้งบริเวณสะโพก ทำให้เชื่อว่าน่าจะเป็นฝีมือของเสือมากกว่าสุนัขเพราะถ้าสัตว์ชนิดอื่นไม่น่าจะมีกรงเล็บชัดเจนและรูปแบบการตะครุบฆ่าที่ชัดเจนถึงขนาดนี้
ขณะที่เจ้าหน้าที่ของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืชที่เคยลงพื้นที่ก่อนหน้านี้ระบุจะต้องจับสัตว์ไม่ทราบชนิดดังกล่าวให้ได้เพื่อความสบายใจและความปลอดภัยของชาวบ้านและจะมีการนำซากไก่มาล่อตามแผนที่เคยระบุนั้นจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆทั้งสิ้น







