
สงครามปรองดอง-ใต้ร้อนระอุ
ประเด็นร้อนตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา คงหลีกเลี่ยงไม่พ้นการประชุมสภาผู้แทนราษฎร หลังจากที่ประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.)
ประเด็นร้อนตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา คงหลีกเลี่ยงไม่พ้นการประชุมสภาผู้แทนราษฎร หลังจากที่ประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.)
วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร โดยมี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ เป็นประธาน กมธ. ได้สรุปรายงานผลการศึกษาส่งเข้าสภา ท่ามกลางเสียงคัดค้านของพรรคประชาธิปัตย์ ที่เรียกร้องให้ พล.อ.สนธิ ถอนรายงานกลับมา
ขณะเดียวกัน บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ก็ได้แถลงหลังประชุมกรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้า เรียกร้องให้มีการขยายอายุ กมธ.ปรองดองออกไปอีก ขณะเดียวกันก็ตั้งเงื่อนไขห้ามสภาเสียงข้างมากนำผลรายงานการวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าไปอ้างอิง ไม่เช่นนั้นจะถอนงานวิจัยคืน
ทว่า คำขู่ดังกล่าวไม่ได้รับการตอบรับจาก สส.ฝ่ายรัฐบาลแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการอภิปรายเพื่อรับทราบรายงานของ กมธ.ปรองดองเมื่อวันที่ 4-5 เม.ย. เป็นไปอย่างดุเดือด เมื่อ สส.พรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย ต่างลุกขึ้นมาอภิปรายตอบโต้กันไปมาจนกลายเป็นสงครามปรองดองเกือบตลอดเวลา โดยเฉพาะการอภิปรายของ สุเทพ เทือกสุบรรณ สส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ และจตุพร พรหมพันธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่ปะฉะดะกันตลอด
สุเทพ ระบุว่า การปรองดองจะต้องหาความจริงให้ได้ก่อน หากไม่มีความจริงก็ไม่สามารถเกิดความปรองดองได้ เพราะที่ผ่านมาแนวทางการเมืองระบอบทักษิณ มีความคิดต้องการให้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างการปกครองของประเทศนี้ เพื่อสร้างรัฐไทยใหม่และเลยเถิดไปในระบอบประธานาธิบดี ซึ่งประชาชนรับไม่ได้
นอกจากนี้ สถาบันพระปกเกล้า เสนอว่า อย่ารีบร้อนและอย่าเอารายงาน กมธ.ที่เสนอต่อสภาส่งไปให้รัฐบาลดำเนินการออก พ.ร.ก.หรือ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมทันที เพราะจะนำไปสู่สงครามความขัดแย้ง ความปรองดองจะไม่เกิด กมธ.ควรเสนอรัฐบาลไปด้วยว่า ขอให้ทุกองค์กร สถาบันการศึกษา เปิดเวทีการเมืองภาคพลเมือง จัดเวทีรับฟังแนวทางการสร้างความปรองดองจากประชาชน เพื่อทำความเข้าใจให้ชัดเจน
“มีปัญหาอะไรข้องใจก็มาอธิบายกันให้ชัด หากชัดเจนกันทั้งประเทศ ก็ทำประชามติว่า เอาหรือไม่วิธีนี้ จะแถมยกร่างกฎหมายนิรโทษกรรมไปโชว์กับประชาชนก็ยังได้ ถ้าทำแบบนี้เกิดความสงบสุขในบ้านเมืองแน่นอน แต่ถ้าไม่ทำเกิดสงครามกลางเมืองแน่นอนเช่นกัน”
ด้านจตุพร ยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ไม่ใช่ต้นตอความขัดแย้ง แต่ปัญหาเกิดจากความไม่ยุติธรรม แม้ไม่มี พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ในประเทศไทยก็ยังแตกแยกอยู่ดี แม้การปรองดองของคนชาติไม่ได้อยู่ในรายงาน ถ้าคนคนนั้นไม่มีพื้นที่ที่ต้องการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น ถ้าสถาบันจะถอนก็ถอนเลย
“ผมก็ไม่เห็นว่าประเทศนี้จะเดินหน้าไปได้ มาบอกจะเกิดสงครามกลางเมือง ไปปลุกระดมว่านี่จะกลายเป็นปัญหา ทั้งที่ กมธ.ปรองดองและสถาบันพระปกเกล้าได้นำมาปฏิบัติเป็นแนวทางของ คอป. ดังนั้นอย่าเข้าใจผิดว่ารายงานแค่ฉบับเดียวจะพลิกแผ่นดิน เพราะผมไม่เห็นว่ามันจะมีอำนาจอะไรที่จะทำได้ถึงขนาดนั้น”
ท้ายที่สุดการถกเถียงตลอด 2 วัน 2 คืน ที่ประชุมมีมติให้ส่งข้อสังเกตของ กมธ.ไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทำให้บรรดา สส.ฝ่ายค้านพากันคัดค้าน แต่ที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับข้อสังเกตของ กมธ.ด้วยคะแนน 307 ต่อ 0 คะแนน
ดังนั้น จากนี้ต้องตามติดว่า ท้ายที่สุดรัฐบาลจะเดินต่อเรื่องนี้อย่างไร แต่ สส.พรรคเพื่อไทยประกาศจะเสนอ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเข้าสภาในเดือน ก.ย.นี้
อีกประเด็นการเมืองที่ร้อนไม่แพ้กันและต้องตามติดหลังจากนี้ เมื่อ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ได้รับรองการประชุมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะเสนอให้ประธานสภาบรรจุเข้าสู่วาระ 2 ในการประชุมในวันที่ 10-11 เม.ย.นี้ คงเป็นอีกเรื่องที่ร้อนรับสงกรานต์
ขณะที่ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้กลายเป็นเหตุการณ์ระทึกขวัญต้อนรับช่วงเทศกาลสงกรานต์ เมื่อกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ได้ลอบวางระเบิดพื้นที่เขตเศรษฐกิจอย่าง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 3 คน และบาดเจ็บจำนวนมาก รวมถึงร้านค้าหลายแห่งได้รับความเสียหาย จนทำให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ต่างขวัญหนีดีฝ่อ ไม่มั่นใจในภาครัฐว่าจะสามารถป้องกันเหตุรุนแรงไม่ให้ย้อนกลับมาอีกหรือไม่
ทั้งนี้ เหตุระเบิดโรงแรมลี การ์เดนส์ พลาซ่า เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2555 โดยคนร้ายนำระเบิดใส่รถยนต์แล้วมาซุกซ่อนไว้ที่บริเวณชั้นจอดรถใต้ดิน บี3 ของโรงแรมดังกล่าว แม้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ภาพ 2 คนร้ายที่ก่อเหตุจากกล้องวงจรปิด คือ เสรี แวมามุ อายุ 26 ปี และรุสลัน ใบมะ อายุ 31 ปี พร้อมยืนยันว่า 2 ผู้ต้องหาตามภาพ เป็นผู้ลงมือทำและอยู่ในเครือข่ายเดียวกันกับ เจะหมะ วานิ หรือมาค่อม หรือไคโร แกนนำแนวร่วมใน จ.สงขลา ที่เป็นผู้สั่งการก่อเหตุในครั้งนี้
และวันเดียวกันยังได้เกิดเหตุระเบิด 3 จุด กลางตัวเมืองที่ จ.ยะลา มีผู้เสียชีวิตทันทีจำนวน 9 คน ก่อนทยอยเสียชีวิตตามมาอีก 2 คน รวมแล้วเป็น 11 คน อาคารพาณิชย์หลายหลังได้รับความเสียหาย ซึ่งคนร้ายได้ใช้รถกระบะและรถจักรยานยนต์ในการก่อเหตุ
แม้เจ้าหน้าที่ความมั่นคงหลายภาคส่วนยอมรับว่ามีข้อมูลก่อนหน้านี้ แต่ในทางปฏิบัติเพื่อใช้ป้องกันเหตุกลับไม่ได้ประสิทธิภาพ เนื่องจากใกล้ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง ทำให้ยากต่อการติดตาม ประกอบกับคนร้ายได้เตรียมการมานาน โดยอาศัยจังหวะใกล้ช่วงเทศกาลเพื่อก่อเหตุ
อย่างไรก็ดี ล่าสุดชุดสืบสวนได้เชิญ อนุวัฒน์ โต๊ะเจ๊ะ ชาว ต.ยุโป อ.เมือง จ.ยะลา มาสอบสวนในฐานะผู้ต้องสงสัยก่อเหตุวางระเบิดที่ จ.ยะลา หลังจากตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดแล้วพบว่าเป็นผู้ขับรถติดตามรถกระบะที่ประกอบวัตถุระเบิดในจุดแรก แต่เบื้องต้นยังคงให้การปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดที่เกิดขึ้น
ขณะที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.) อ.เมือง จ.ยะลา ได้แจกจ่ายเอกสารข้อมูลรถยนต์ที่ถูกโจรกรรมและฆ่าเจ้าทรัพย์ ส่งไปยังผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า โรงแรม และประชาชนทั่วไปใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากเกรงว่าผู้ก่อความไม่สงบจะนำรถยนต์ที่ได้จากการโจรกรรมไปใช้ก่อเหตุลอบวางระเบิด เพราะพบว่าที่ผ่านมาคนร้ายได้นำรถยนต์ที่ปล้นมาได้ใช้ก่อเหตุวางระเบิดที่โรงแรมลี การ์เดนส์ และ อ.เมือง จ.ยะลา จึงอยากขอให้ประชาชนช่วยกันเป็นหูเป็นตาด้วย
ขณะที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน ได้แสดงความวิตกกังวลกรณีการเยียวยาที่รัฐบาลได้ออกระเบียบมามีความแตกต่างจากปัญหาในภาคใต้ที่ระบุว่า ต้องได้รับผลกระทบจากเจ้าหน้าที่รัฐ คือ เหตุการณ์ที่กรือเซะ ตากใบ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เข้าข่าย และต่างจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองที่รัฐบาลจ่ายเยียวยาให้หมด
ล่าสุดนายกฯ ได้ยืนยันผ่านรายการ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน” โดยได้อนุมัติให้เท่า 3 จังหวัดภาคใต้ รวมทั้งเหตุการณ์ที่โรงแรมลี การ์เดนส์ ทั้งค่าเยียวยาและการรักษาพยาบาล ภาครัฐจะดูแลทั้งหมด
นอกจากนี้ จะเพิ่มความปลอดภัยในสถานที่ชุมชน รอยต่อเข้าเมือง โดยเพิ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ไปพร้อมๆ กับนำเทคโนโลยีเข้ามาดูแลความปลอดภัย เช่น มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดในพื้นที่สาธารณะ และสามารถเชื่อมกับจุดต่างๆ ไปยังสถานีตำรวจได้ รวมทั้งภาคธุรกิจ นอกจากนี้ได้สั่งการให้กระทรวงคมนาคมตรวจสอบอย่างเคร่งครัดทั้งรถสาธารณะและเครื่องบิน







