
มัดเภสัชฯโกงยา9หมื่นเม็ด
หลักฐานชัดเภสัชกรโรงพยาบาลหนองกี่อ้างชื่อโรงพยาบาลสั่งยาผิดปกติ 9 หมื่นเม็ด
หลักฐานชัดเภสัชกรโรงพยาบาลหนองกี่อ้างชื่อโรงพยาบาลสั่งยาผิดปกติ 9 หมื่นเม็ด
นายสมชาย ม้าหาญศึก พร้อมด้วย ร.ต.อ.ชยรพ พานิชอัตรา พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้เข้าพบ นพ.บุญโฮม แก้วชนะ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหนองกี่ อ.หนองกี่ จ.บุรีรัมย์ เพื่อสอบสวนคดีการสั่งซื้อยาซูโดอีเฟดรีนของโรงพยาบาล
นายสมชาย กล่าวว่า จากการตรวจสอบไม่พบว่าผู้อำนวยการโรงพยาบาลเกี่ยวข้องกับการทุจริต ยกเว้นนายสมพงษ์ ตีรถะ เภสัชกร ปฏิบัติการโรงพยาบาลหนองกี่ ที่แอบอ้างชื่อโรงพยาบาลสั่งซื้อยาซูโดอีเฟดรีนชนิดเม็ด 9 หมื่นเม็ด และชนิดน้ำ 1,500 ขวด มาจำหน่ายที่ร้านขายยาของตัวเองเมื่อปี 2554
นอกจากนี้ พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จะตรวจสอบการสั่งซื้อและเส้นทางการกระจายยาที่มีส่วนผสมซูโดอีเฟดรีนของนายสมพงษ์ย้อนหลังไปในปี 2553 และปี 2554 อย่างละเอียดอีกครั้ง รวมถึงจะเชิญเข้าให้การถึงวิธีการสั่งยาและการจำหน่ายกระจายยาไปยังที่ใดบ้างอีกครั้งเพื่อดูว่าเกี่ยวพันกับขบวนการค้ายาเสพติดหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้นายสมพงษ์ถูกคำสั่งย้ายให้ไปช่วยราชการที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดจนกว่าการสอบสวนจะเสร็จสิ้น ซึ่งไม่มีพฤติกรรมที่จะหลบหนี
ด้าน นพ.จักรกฤษณ์ ภูมิสวัสดิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเภสัชกรรายดังกล่าวแล้ว
ก่อนนี้ นพ.สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ผลการสอบสวนการทุจริตยาในโรงพยาบาลอุดรธานี ได้มีมติให้ ภก.สมชาย แซ่โค้ว ซึ่งเป็นผู้กระทำผิด ให้ไล่ออกจากราชการ
ด้านนายณรงค์ รัตนานุกูล รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กล่าวว่า ป.ป.ส.ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมเป็นพนักงานสอบสวนร่วมกับดีเอสไอในการสอบสวนคดีทุจริตเบิกยาแก้หวัดสูตรซูโดอีเฟดรีนออกจากโรงพยาบาลด้วย โดยเชื่อว่าการรั่วไหลของยาแก้หวัดเป็นความพยายามของกลุ่มผู้ผลิตยาเสพติดที่ต้องการสารตั้งต้นในการผลิตยาบ้าและยาไอซ์
ทั้งนี้ ภายหลังกระทรวงสาธารณ สุขได้ออกคำสั่งให้ยาแก้หวัดสูตรซูโดอีเฟดรีนเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภท 2 เชื่อว่าทำให้ความพยายามหายาแก้หวัดจากโรง พยาบาลชะงักลง กลุ่มผลิตยาเสพติดประเทศเพื่อนบ้านจะหันไปนำสารซูโดอีเฟดรีนจากประเทศอื่นๆ แทน
ทั้งนี้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายในการประกาศเรื่องปัญหายาเสพติดให้เป็นวาระภูมิภาค จะหาความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการแก้ไขปัญหาชนกลุ่มน้อยผลิตยาเสพติด เชื่อว่าหลังจากประเทศเพื่อนบ้านไม่มีสงครามกับชนกลุ่มน้อย จะส่งผลให้มีความร่วมมือในการแก้ไขปัญหายาเสพติดมีประสิทธิภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม คดีทุจริตเบิกยาแก้หวัด หากผลการสอบสวนของดีเอสไอ และ ป.ป.ส. พบว่ามีเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเกี่ยวข้อง จะดำเนินคดีฐานสมคบหรือสนับสนุนกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ โดยจะอายัดทรัพย์สินบุคคลที่ถูกดำเนินคดีทุกคน เพราะเภสัชกรเป็นนักเคมีควรจะรู้ดีว่ายาแก้หวัดถูกนำไปใช้เป็นสารตั้งต้นผลิตยาเสพติด







