posttoday
เมืองไม่รู้

เมืองไม่รู้

07 เมษายน 2555

ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์วันที่ 14 ต.ค. 2516 ปัญญาชนจำนวนมากได้แก่คณาจารย์ในมหาวิทยาลัย

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์วันที่ 14 ต.ค. 2516 ปัญญาชนจำนวนมากได้แก่คณาจารย์ในมหาวิทยาลัยและนิสิตนักศึกษามีความตื่นตัวเป็นอย่างสูงที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครอง สิ่งหนึ่งที่ปัญญาชนเหล่านี้กระทำก็คือการกระตุ้นสังคมโดยการ “ตีตรงแสกหน้า” ว่าคนไทยไม่เอาไหน ช่างโง่งมงายและเกรงกลัวผู้มีอำนาจเหลือเกิน

ร่วมประกาศว่าเมืองไทยคือ “เมืองไม่รู้”

ความไม่รู้ประการแรก “ไม่รู้ไม่ชี้” คือคนไทยจำนวนมากไม่เอาใจใส่หรือไม่สนใจที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองในทำนอง “ธุระไม่ใช่” ความไม่รู้ประการต่อมา “ไม่รู้ร้อนรู้หนาว” คือคนไทยบางคนแม้จะรู้ว่าประเทศของตนมีปัญหาแต่ก็ไม่เอาใจใส่ขวนขวายหาวิธีแก้ และหลายคนเมื่อปัญหายังไม่มาถึงตัวก็หวาดระแวงคิดแต่จะเอาตัวรอด

ความไม่รู้อีกประการหนึ่ง “ไม่รู้อนาคต” เพราะสังคมถูกครอบงำด้วยเผด็จการทหารที่นำสังคมไปสู่จุดอับ ยิ่งทหารยุคนั้นคิดแต่จะรักษาอำนาจ มุ่งคอร์รัปชันโกงกิน จึงยิ่งนำประเทศไปสู่หายนะ และความไม่รู้ประการสุดท้าย “ไม่รู้จักสู้” เพราะความกลัวทหารและขาดผู้นำ จึงทำให้คนไทยส่วนใหญ่หดหัวปล่อยให้ประเทศชาติถูกปู้ยี่ปู้ยำอย่างน่าอนาถดังกล่าว

การต่อสู้ของปัญญาชนในยุคนั้นกระทำไปใน 2 แนวทาง คือ “บนดิน” กับ “ใต้ดิน” โดยแนวทางบนดินหรือโดยเปิดเผยก็ใช้การเคลื่อนไหวผ่านการต่อต้านสินค้าญี่ปุ่น ปลุกคนไทยที่อยู่กลางๆ (ประเภทกล้าๆ กลัวๆ) ด้วยอารมณ์ “ชาตินิยม” ที่ลวงฝ่ายทหารด้วยว่าเป็นการรักษาความเป็นไทยเท่านั้น แต่ความจริงคือการ “เพาะเชื้อ” กระตุ้นให้คนกล้าเดินออกมาตามท้องถนน

เมืองไม่รู้

 

ในแนวทางใต้ดินก็มีการ “เสี้ยมสอน” หรือเร้าระดมทางความคิดผ่านอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ใช้กระบวนการแสวงหาความเป็นอิสระทางวิชาการ ซึ่งในขณะนั้นอาจารย์เหล่านี้กำลังร่วมกันเสนอให้แยกมหาวิทยาลัยออกมาจากการควบคุมของระบบราชการ พร้อมกันนั้นก็สอดแทรกคำบรรยายที่โจมตีเผด็จการทหาร และสนับสนุนการรวมกลุ่มของนิสิตนักศึกษา

สภาพที่กล่าวมานี้ผู้เขียนสรุปตีความจากเนื้อหาในเอกสารการสอนชุดวิชาปัญหาพัฒนาการทางการเมืองไทย ของสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในบท (มสธ.เขาเรียกว่า “หน่วย”) ที่กล่าวถึงบรรยากาศทางสังคมและการเมืองในเวลานั้นไว้อย่างละเอียด (ต้องอ้างงานวิชาการเสียหน่อยเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศที่ในสภาเขาใช้กันอยู่)

ที่เขียนถึงเหตุการณ์วันที่ 14 ต.ค. 2516 ไม่ใช่คิดจะยั่วยุให้คนไทยออกมาปฏิวัติรัฐบาลเหมือนในเวลานั้นแต่อย่างใด แต่เมื่อเราจะต้องมีการแก้ไขปัญหาทางการเมืองอย่างที่กำลังเป็นวิกฤตอยู่ขณะนี้ ซึ่งก็คือ “ความขัดแย้งแบ่งแยก” โดยมีบางกลุ่มคิดจะแก้รัฐธรรมนูญและบางกลุ่มเสนอ “ปฏิรูปประเทศ” ก็ควรจะได้มี “เข็มทิศ” คือความเห็นทางวิชาการนั้นร่วม “ชี้แนะ” ด้วย

บังเอิญได้ฟังนักวิชาการรุ่นใหญ่ท่านหนึ่ง คือ ศาสตราจารย์ ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งไปบรรยายให้กลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ฟังเมื่อวันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมา ท่านได้ “ตีแสกหน้า” คนไทยหลายกลุ่มโดยชี้ให้เห็นว่าคนไทยยุคนี้กำลัง “ไม่รู้” อะไรหลายเรื่อง โดยเฉพาะ “อนาคตของบ้านเมือง” และเสนอให้ขจัดความไม่รู้นั้นเสียแล้วประเทศไทยจะอยู่รอดและรุ่งเรือง

คนกลุ่มแรกที่ท่านอาจารย์อมร (ที่ผู้เขียนคาดเดาว่าน่าจะมีอายุราว 80 ปีแล้วแต่ยังแข็งแรง กระฉับกระเฉง และที่สำคัญยังมีความคิดที่แหลมคม) กล่าวถึงก็คือนักวิชาการ โดยบอกว่านักวิชาการที่ออกมา “เย้วๆ” อยู่ในทุกวันนี้มีอยู่แค่ 2 พวก คือ หนึ่งพวกที่ไม่รู้จริง กับสองพวกที่ไปรับใช้ผู้มีอำนาจ แต่ที่น่าสังเวชก็คือทั้งสองพวกนี้ก็คือคนกลุ่มเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มนักวิชาการของมหาวิทยาลัยชื่อดัง (ท่านพูดอย่างนี้จริงๆ) ที่กล่าวโจมตีรัฐธรรมนูญ 2550 และการทำหน้าที่ของ คตส. (คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินสมัย คมช.) ว่าเป็น “ผลไม้พิษ”

ท่านบอกว่า “ตรรกะมั่วๆ” นี้แค่ขึ้นต้นก็ผิดแล้ว หนึ่งก็คือ คนไม่ใช่ต้นไม้ สอง คนมีดีและเลว ซึ่งพิษของคนเกิดจากความเลว ส่วนต้นไม้บางต้นไม่เป็นพิษ แต่ดอกผลหรือยางของมันอาจเป็นพิษ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับความชั่วร้ายของคนที่ออกมาจากกมลสันดานโดยตรง และสาม อาจารย์กฎหมายที่อ้างอิงอย่างนี้นั้นยิ่งแย่ เพราะมีเจตนาชั่วร้ายแอบแฝงอยู่

นั่นก็คือเจตนาที่จะช่วยคนชั่วร้ายบางคนและร่วมรักษาความชั่วร้ายนั้นไว้ในสังคมไทย และโดยเหตุที่บ้านเมืองของเรามีครูบาอาจารย์แบบนี้ บ้านเมืองของเราจึงไม่ไปถึงไหนและกำลังจะ “...หาย” (ที่ผู้เขียนแอบนึกอยู่ในใจว่า โอ้โห นี่คือความชั่วร้ายทางวิชาการพันธุ์ใหม่)

ท่านอาจารย์อมรยังได้กล่าวถึงงานวิจัยของคณะนักวิจัยจากสถาบันพระปกเกล้าว่าเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการนำผลงานทางวิชาการไปใช้ในทางชั่วร้าย (ซึ่งในคอลัมน์นี้เมื่อเสาร์ที่แล้วผู้เขียนเปรียบว่าเหมือนนางโมรายื่นดาบให้โจรป่า) เพราะไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดแก่สังคม โดยเฉพาะสังคมที่กำลังอยู่ในบรรยากาศของความขัดแย้ง รวมทั้งข้อเสนอที่เสนอไปก็มีข้อบกพร่องผิดพลาดมากมาย (รายละเอียดโปรดเข้าไปที่เฟซบุ๊กของกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์)

ในการบรรยายของท่านอาจารย์อมรครั้งนี้ท่านยังชี้ให้เห็นด้วยว่า “รากเหง้า” ของปัญหาการเมืองไทยคือ “ความไม่รู้” โดยยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับนิทานอีสปเรื่อง “หนูกับกระดิ่งแขวนคอแมว” หนูนั้นเปรียบได้กับคนที่คิดจะแก้ปัญหาการเมืองไทย (ที่ท่านหมายถึงนักการเมืองและนักวิชาการเหล่านี้นี่แหละที่เต็มไปด้วยความขลาดกลัวและ “โง่เง่า”) กระดิ่งก็คือวิธีหรือมาตรการในการแก้ปัญหาของบ้านเมือง ส่วนแมวก็คือ “ตัวปัญหา” ของบ้านเมืองที่อยากจะแก้

ที่เป็นมาพวกหนูที่ “โง่แต่ขยัน” ดีแต่คิดจะหาวิธีการที่จะแก้ปัญหาแต่ไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับ “แมว” หรือตัวปัญหานั้นเท่าใด หรือรู้ก็รู้ไปผิดๆ (และเข้าข้างตัวเอง) อย่างเรื่องมองว่าปัญหาของบ้านเมืองคือรัฐธรรมนูญ 2550 กับผลงานของ คตส.นั้น โดยเฉพาะการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด เหมือนกับว่า “คอแมว” ที่จะเอากระดิ่งไปแขวนนั้นอยู่ตรงไหนของแมวก็ยังไม่ทราบ (ฮา)

มิน่าล่ะ (ตรงย่อหน้านี้เป็นความเข้าใจและรู้สึกของผู้เขียนเอง) เราจึงฆ่าแมวไม่ได้เสียที แถมพวกหนูที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนเหล่านั้นยังช่วยกันเลี้ยงดูแมวให้อ้วนพีน่ากลัวยิ่งขึ้น โดยการสมคบคิดกัน “ล้างผลาญ” บ้านเมือง เหมือนอย่างที่นักการเมืองในสภาและนักวิชาการจำนวนหนึ่งกำลังกระทำกันด้วย “เหิมเกริม” อยู่ในขณะนี้

ท่านอาจารย์อมรยังเสนอวิธีแก้ปัญหาหรือที่เรียกตามแนวทางของกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ว่า “การปฏิรูปประเทศไทย” เอาไว้อย่างยาวเหยียดเป็นเอกสารกว่า 40 หน้า (อาจจะน้อยกว่าของสถาบันพระปกเกล้าที่มีกว่า 300 หน้า... แฮ่ๆ) ที่โดดเด่นมากๆ ก็คือ “ทำอย่างไรจึงจะกำจัดคนเลวและความเลวให้หมดไปเสียจากระบบการเมืองไทย”

เอาไว้เสาร์ต่อไปจะมาขยายให้อ่านเต็มๆ ครับ

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท