
ถอดรหัสบึ้มใต้
"การพูดคุยทางสันติภาพที่รัฐบาลได้ดำเนินการมาแล้ว 5 ปี เพราะทุกครั้งที่จะมีการพูดคุยทางสันติภาพ กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยก็จะต่อต้านเสมอ ตั้งแต่ปี 2550 โดยเฉพาะที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา"
"การพูดคุยทางสันติภาพที่รัฐบาลได้ดำเนินการมาแล้ว 5 ปี เพราะทุกครั้งที่จะมีการพูดคุยทางสันติภาพ กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยก็จะต่อต้านเสมอ ตั้งแต่ปี 2550 โดยเฉพาะที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา"
โดย......ปริญญา ชูเลขา
เหตุคาร์บอมบ์โรงแรมลี การ์เดนส์ พลาซ่าจ.สงขลา ตามด้วยระเบิด 3 ครั้ง จ.ยะลา และปัตตานี มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก นับเป็นความรุนแรงที่สุดในรัฐบาลชุดนี้
พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ผู้กุมนโยบายด้านความมั่นคงของชาติ ได้มาถอดรหัสการก่อเหตุของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบทำไมเลือกจังหวะเวลาและสถานที่ลี การ์เดนส์ใจกลางเมืองหาดใหญ่อันเป็นสัญลักษณ์กล่องดวงใจเศรษฐกิจภาคใต้!?!
"ฝ่ายข่าวทราบมาล่วงหน้าแล้วว่าจะมีเหตุเกิดขึ้น และสรุปได้ว่าเหตุที่เกิดทั้งสามจังหวัดมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันเนื่องจากมีหลักฐานที่เป็นชิ้นส่วนประกอบระเบิดที่ทางฝ่ายสืบสวนสอบสวนตรวจพบและรายงานเข้ามา"
อะไรคือเหตุจูงใจให้เกิดความรุนแรง พล.ต.อ.วิเชียร วิเคราะห์ว่า ที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายและยุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ที่ชัดเจน ล่าสุดนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 3 ปี ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งเป็นนโยบายและยุทธศาสตร์ดำเนินงานภายใต้โครงสร้างใหม่ หลังมีกฎหมายใหม่ 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553 และ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551
เลขาฯ สมช. บอกว่า นโยบายและยุทธศาสตร์ดังกล่าวถือเป็นนโยบายเชิงรุกทางการเมือง ขณะเดียวกันทางการทหาร โดยเฉพาะกองทัพภาค 4 มีความเข้มข้นในการจับกุมกลุ่มหัวรุนแรงในพื้นที่
พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า นโยบายอันสำคัญ คือการเมืองนำการทหาร และเศรษฐกิจพอเพียง โดยเห็นว่านโยบายฉบับนี้ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าให้ดำรงนโยบายการเมืองนำการทหารและการใช้พลังทางสังคมในการมุ่งปรับเปลี่ยนทัศนคติวิธีคิดของทุกฝ่าย จากการใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหามาสู่การยึดมั่นแนวทางสันติวิธี
รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนที่จะมุ่งเน้นใช้การเมืองนำการทหารเปิดพื้นที่ให้มีการพูดคุยทางสันติภาพที่รัฐบาลได้ดำเนินการมาแล้ว 5 ปี เพราะทุกครั้งที่จะมีการพูดคุยทางสันติภาพ กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยก็จะต่อต้านเสมอ ตั้งแต่ปี 2550 โดยเฉพาะที่ อ.หาดใหญ่จ.สงขลา"
"เราไม่มองกลุ่มผู้เห็นต่างเป็นศัตรู และมุ่งปรับเปลี่ยนแนวทางการต่อสู้ของกลุ่มที่เลือกใช้ความรุนแรง มาเลือกใช้การต่อสู้ด้วยแนวทางสันติ แทนที่การมุ่งปรับความคิด ความเชื่อในเชิงอุดมการณ์เพียงอย่างเดียว" เลขาฯ สมช. กล่าว ข้อมูลของเลขาฯ สมช.ยังทำให้ชวนวิเคราะห์ต่อไป
"แม้ในทางข่าว กลุ่มต่อต้านพยายามแสดงศักยภาพ แต่ยังเชื่อว่าเป้าหมายยังคงอยู่ในพื้นที่แต่การกระทำครั้งนี้เป็นการทำเชิงสัญลักษณ์ แม้จะมีการวิเคราะห์กันไปถึงว่าเหตุที่เลือกโรงแรมลีการ์เดนส์ อ.หาดใหญ่ เพราะโรงแรมนี้เคยเป็นสถานที่พูดคุยเจรจากันในสมัยโจรจีนคอมมิวนิสต์มลายู หรือ จคม. จึงถือเป็นการทำลายแนวทางการพูดคุยเชิงสันติภาพก็เป็นได้" อีกเหตุผลหนึ่งที่กลุ่มก่อความไม่สงบออกมาตอบโต้ พล.ต.อ.วิเชียร ชี้ว่าเป็นเพราะรัฐบาลได้เยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงการนำแนวทางการพัฒนาเข้าไปในพื้นที่และอีกปัจจัยหนึ่งที่มีความเป็นไปได้ คือ เดือนหน้าองค์การการประชุมอิสลาม หรือโอไอซี เดินทางเยือนประเทศไทยระหว่างวันที่ 7-9 พ.ค.นี้ ส่วนปัจจัยย่อยๆ อื่นเช่น ใกล้เทศกาลสงกรานต์
ในขณะที่มีการพูดกันมากถึงการเปิดเจรจากับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ แต่ในมุมมองของ สมช.อธิบายถึงวิธีการเจรจาไม่ใช่แค่ตั้งโต๊ะแลกเปลี่ยนสร้างเงื่อนไขแต่เป็นลักษณะพูดคุยเชิงสันติภาพ
"ก่อนอื่นต้องขอทำความเข้าใจก่อนว่ากระบวนการพูดคุยทางสันติภาพ คือ ต้องมีความเข้าใจ เกิดความไว้วางใจกันและกัน ไม่ใช่การไกล่เกลี่ยหรือการเจรจา เพราะจะเป็นการยกระดับฐานะกลุ่มก่อความไม่สงบ และการเจรจาต้องมีคนกลางมานั่งฟังนั่งเจรจา ซึ่งในความเป็นจริงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่จะไปพูดคุยต่อรองเหมือนกับคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา ผบ.ทบ. คือ ไม่มีการตั้งโต๊ะเจรจา ไม่มีแน่นอน ไม่มีการต่อรอง เพราะจะนำความรุนแรงมาต่อรองได้อย่างไร และก็ขัดหลักกฎหมายด้วยแต่มีการพูดคุยทำความเข้าใจกับผู้หลงผิด"
พล.ต.อ.วิเชียร ย้ำว่า ต้องเข้าใจว่ากระบวนการทางสันติภาพที่ทางรัฐบาลทำมา 5 ปี ย่อมมีคนอยู่จำนวนหนึ่งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยในการพูดคุยทางสันติภาพ เพราะแม้แต่เว็บไซต์ต่างๆ ที่นิยมชมชอบความรุนแรงก็ยังออกมาประณามเหตุที่เกิดขึ้นที่ อ.หาดใหญ่ และเหตุที่เกิดขึ้นเพราะกลุ่มต่อต้านหวั่นเกรงว่าจะพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์ จึงออกมาตอบโต้
พล.ต.อ.วิเชียร ยังเชื่อว่าความพยายามของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบยังคงใช้ความรุนแรง ในขณะที่รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนเปลี่ยนจากใช้ความรุนแรงมาเป็นแนวทางต่อสู้เชิงสันติภาพ โดยให้ประชาชนทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม ในที่สุดกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบก็จะเสียมวลชนในพื้นที่ไปเองโดยปริยายเมื่อมองมาตรการป้องกันการก่อเหตุจะมีการปรับปรุงอะไรบ้างหรือไม่ เลขาฯ สมช.ฉายภาพให้เห็นถึงการปรับกระบวนการตั้งแต่โครงสร้างการบริหาร
"ภาครัฐจะเน้นการดำเนินการเพิ่มมาตรการป้องกันการก่อเหตุ เช่น พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภารองนายกรัฐมนตรี ผบ.ทบ. ในฐานะรองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และ สมช. ลงพื้นที่ไปกำชับและเพิ่มมาตรการป้องกันอย่างเข้มข้น"
เช่น เพิ่มการติดตั้งกล้องวงจรปิด หรือซีซีทีวีทั้งของภาครัฐที่เป็นผู้ลงทุนเองและขอความร่วมมือกับภาคประชาชนให้มาร่วมเป็นหูเป็นตา หรือการเพิ่มอาสาสมัครภาคประชาชนใน จ.สงขลารวมถึงการยกระดับให้ จ.สงขลา เป็นพื้นที่กอ.รมน.ชั้น 1 คือมีการใช้กำลังดูแลความสงบเรียบร้อยทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเข้มข้นมากเป็นพิเศษ ที่นับเป็นพื้นที่ปลอดภัยหรือ Safety Zone รวมถึงการบูรณาการงานข่าวกรองทั้งจากส่วนกลางและพื้นที่ทุกส่วนงาน ไม่ว่าทหาร ตำรวจ หรืองานข่าวจากภาคประชาชนเป็นต้น
กลไกต่างๆ ที่ทำงานในภาคใต้จะมีการบูรณาการ โดยเรื่องแรกจะเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพงานข่าวโดยหน่วยปฏิบัติทั้งกอ.รมน. หรือสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ จะไปปรับการทำงาน สำหรับงานการพัฒนาพยายามเร่งแก้ไขปัญหาความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพ โดยมี พล.อ.ยุทธศักดิ์ เป็นประธานคณะกรรมการทำงานโดยมี สมช.เป็นแกนกลางในการทำงานและฝ่ายประสานงาน ในขณะที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) ทำงานยุทธศาสตร์การพัฒนาโดยมีแผนและโครงการเข้าไป เช่น การยกระดับการศึกษา การดูแลความปลอดภัยในชุมชน เป็นต้น
ขณะเดียวกัน ประเด็นที่ดูจะทำการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้เกิดความสับสนตามมาหรือไม่ เห็นจะเป็นข้อเสนอของทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทยเสนอเขตปกครองพิเศษหรือการเลือกตั้งเลขาฯ ศอ.บต. ซึ่งในมุมมองเลขาฯ สมช.ไม่เห็นด้วย
"คงไม่ถึงขั้นจะให้มีการเลือกตั้งเลขาฯ ศอ.บต.และที่สำคัญต้องสอบถามประชาชนในพื้นที่เพราะหากมีการเลือกตั้งเลขาฯ ศอ.บต. จะต้องเลือกตั้งแม่ทัพภาค 4 ด้วยหรือไม่ หรือการให้3 จังหวัดรวมกันเป็นเขตปกครองพิเศษจะกลายเป็นรัฐผสมหรือไม่อย่างไร เพราะประเทศไทยเป็นรัฐเดี่ยว
ทั้งนี้ เลขาฯ สมช. แนะว่า ควรกลับไปดูนโยบายและยุทธศาสตร์ใหม่ที่ผ่านสภาได้กำหนดไว้ชัดเจนอยู่แล้ว เพียงต้องพิจารณากันว่าจะมีการกระจายอำนาจแค่ไหนอย่างไร เพื่อไม่ให้ขัดหลักกฎหมายและรัฐธรรมนูญ เช่น การกระจายอำนาจแบบองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)เกี่ยวกับการนำรายได้ในท้องถิ่นมาพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งนับเป็นการกระจายอำนาจด้านเศรษฐกิจ นอกจากการกำหนดนโยบายให้เข้ารูปเข้ารอย ในแง่กับประเทศเพื่อนบ้านเลขาฯสมช.เห็นว่า ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี
"เรามีประเด็นเรื่องคน2 สัญชาติ ซึ่งล่าสุดได้รับความร่วมมืออย่างดีในการให้พี่น้อง 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้มีโอกาสเข้าไปทำงานในประเทศมาเลเซีย หรือการสร้างสะพานข้ามระหว่างไทย-มาเลย์ เพื่อให้เกิดการพัฒนากันมากขึ้น และมาเลเซียพร้อมสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลเต็มที่ เพื่อให้ยุติปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ เพราะไม่ต้องการให้ปัญหาลุกลามเข้าไปในประเทศมาเลเซียด้วย
ทั้งนี้ ทางรัฐบาลจะยืนยันกับโอไอซีว่ารัฐบาลให้ความสำคัญและเคารพเรื่องสิทธิมนุษยชน รวมถึงเคารพในความแตกต่างทางวัฒนธรรม โดยจะไม่ให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน เลขาฯ สมช. ยังกล่าวถึงการเดินทางไปเยือนมาเลเซียของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่20 ก.พ.ที่ผ่านมา สะท้อนสัญญาณความร่วมมือที่ดีมาก
"มาเลเซียมีท่าทีสนับสนุนรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างชัดเจนโดยท่านนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัก ของมาเลเซีย ยืนยันหนักแน่นว่า ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาภายในประเทศของไทยความพยายามแบ่งแยกดินแดนเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ พร้อมสนับสนุนการแก้ไขปัญหาภายใต้รัฐธรรมนูญไทยด้วยสันติวิธี และประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เองก็ต้องปฏิเสธการใช้ความรุนแรงและลัทธิสุดโต่งต่างๆ พร้อมกับการเคารพพระมหากษัตริย์ ในขณะที่ไทยจะต้องทุ่มการแก้ไขปัญหาด้านการพัฒนา"
ผ่าแผน 3 ปีดับไฟใต้
สมช.จัดทำเอกสารนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 3 ปีประกอบด้วยวัตถุประสงค์ 9 ข้อ และนโยบาย 34 ข้อ โดยให้ความสำคัญกับเรื่องดังต่อไปนี้
1) การดำเนินการเรื่องความปลอดภัยโดยน้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทาน "เข้าใจเข้าถึง พัฒนา" และ "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" "นโยบายการเมืองนำการทหาร"และแนวทางสันติวิธี เป็นหลักยึดในการจัดการความขัดแย้ง 2) การเสริมสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมตามหลักนิติธรรมและหลักสิทธิมนุษยชน 3) การสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการพูดคุย เพื่อสันติภาพในการแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อเรื้อรังมานาน ซึ่งเป็นการภายใต้เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญไทยและเป็นหลักสากลที่ได้รับการยอมรับไม่ใช่เป็นเงื่อนไขของการนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดน
4) การให้สังคมภายนอกประเทศมีส่วนสนับสนุนและมีบทบาทเกื้อกูลต่อการแก้ไขปัญหา 5) การเสริมสร้างความเข้าใจระหว่างกลุ่มบุคคลที่มีความแตกต่าง ให้เกิดการเรียนรู้ ยอมรับ และตระหนักในคุณค่าของการอยู่ร่วมกันภายใต้ความหลากหลายของวิถีชีวิตและวัฒนธรรม ซึ่งในส่วนนี้จะให้น้ำหนักกับเรื่องของภาษาคือ การส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาไทยควบคู่ไปกับภาษามลายูมลายูท้องถิ่น และภาษาต่างประเทศที่สำคัญ 6) การบริหารการดำเนินการตามนโยบายฉบับนี้ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามนโยบายอย่างสอดประสาน มีเอกภาพ และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของนโยบาย โดยจะมีกลไกในรูปคณะกรรมการอำนวยการนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้ สมช. มีเลขาฯสมช.เป็นประธาน และมีกรรมการระดับปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้องและเลขาฯ ศอ.บต.และเลขาฯ กอ.รมน. ด้วย
อีกประเด็นสำคัญคือ การใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางในการส่งเสริมให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตตามวิถีและวัฒนธรรมของตนเอง มีรายได้ที่เพียงพอ มีมาตรฐานการครองชีพที่เท่าเทียมกับพื้นที่อื่นของประเทศโดยการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในทุกระดับ มีการกระจายแหล่งเงินทุนให้กับชุมชนผ่านระบบธนาคารและกลุ่มออมทรัพย์ที่ประชาชนเลือกใช้ และเน้นน้ำหนักโครงการที่มาจากการริเริ่มของประชาชนและชุมชน ตลอดจนส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนในสาขาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชนและต้นทุนทางสังคม
ท่าทีไทยกับคู่กัดก่อการร้าย
อีกภารกิจที่ สมช.เป็นแม่งานสำคัญในการดูแลด้านความมั่นคง นั่นคือ การดำเนินนโยบายเกี่ยวกับการก่อการร้ายสากล ท่ามกลางประเทศคู่กัดต่อกันในขณะที่ไทยต้องผูกมิตรแล้วจะทำอย่างไรการเดินนโยบายบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น เป็นสิ่งที่ต้องทำในสถานการณ์เช่นนี้
"นโยบายการก่อการร้ายเราต้องวางตัวให้ดีเพราะจะมีแรงกดดันจาก 2 ด้าน คือ ไม่ได้โดนกดดันจากฝ่ายสหรัฐหรืออิสราเอลอย่างเดียวแต่ก็ต้องคำนึงถึงฝ่ายอิหร่านด้วย จึงต้องวางหลักในการทำงานให้ดีในการดูแลพลเมืองของทั้งสองฝ่าย ด้วยการไม่ไปกล่าวหาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง"
เลขาธิการ สมช. บอกว่า นโยบายภัยคุกคามจากการก่อการร้ายสากล รัฐบาลจะเน้นการใช้มาตรการทางกฎหมายเป็นหลักกับผู้ที่ก่อเหตุรุนแรง ทั้งนี้เชิงนโยบายในการดำเนินการคดีก่อการร้าย ทาง สมช.จะยึดหลักการตามแนวทางขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น)และกระบวนการทางกฎหมายในประเทศเป็นหลักสำคัญ โดยจะทำตามหลักปฏิบัติที่มีอยู่อย่างเคร่งครัด เพราะไทยเป็นสมาชิกยูเอ็น และไทยก็ประณามการก่อเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นสำหรับคดีการก่อเหตุระเบิด 2 จุดกลางใจเมือง กทม.เมื่อช่วงวันที่14 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้ต้องหาชาวต่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ทำให้เห็นถึงท่าทีต่อการปฏิบัติตามหลักสากล
พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า ขณะนี้ตำรวจสากลหรืออินเตอร์โพล ได้ออกหมายแดงจับ 4 ผู้ต้องสงสัยชาวอิหร่านดังกล่าว หลังก่อเหตุระเบิดรถเจ้าหน้าที่ทางการทูตอิสราเอล ประจำกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ได้แก่ โมฮัมหมัดเรซาอโบลกาเชมี ฮูสชาง แอฟชาร์ อิรานี เซย์เอดอาลี มาห์เดียนซาดร์ และมาซูด เซดากัตซาเดห์ผู้ต้องหาที่ถูกทางการไทยออกหมายจับไปก่อนหน้านี้ และอยู่ในการควบคุมตัวของทางการมาเลเซียในขณะนี้
ทั้ง 4 รายกำลังเป็นที่ต้องการตัวในข้อหาก่อการร้ายของตำรวจสากล และล่าสุดได้พูดคุยกับทางการประเทศมาเลเซียเกี่ยวกับการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน คือ เซดากัตซาเดห์ 1 ใน 4 ผู้ต้องหา ทางมาเลเซียแจ้งว่าได้ยื่นเรื่องต่อศาลตามกระบวนการยุติธรรมแล้ว
"การดำเนินการทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมายสหประชาชาติเป็นหลัก และกฎหมายไทยเป็นสำคัญ" เลขาธิการ สมช. ย้ำ







