
ยากที่จะเดา
เมื่อสองวันก่อน เล่นเอานักลงทุนใจหายใจคว่ำกันใหญ่โต เมื่อราคาทองคำในสหรัฐร่วงลงไปรวดถง 58 เหรียญสหรัฐ
โดย...ธนพล ไชยภาษี
เมื่อสองวันก่อน เล่นเอานักลงทุนใจหายใจคว่ำกันใหญ่โต เมื่อราคาทองคำในสหรัฐร่วงลงไปรวดถง 58 เหรียญสหรัฐ ไปแตะ 1,614 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ จากระดับเดิมที่ 1,670 เหรียญสหรัฐ และจากระดับสูงสุดในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ที่ 1,907 เหรียญสหรัฐ ทองคำได้ลดลงอย่างต่อเนื่องแล้วราว 15% ครับ
อะไรที่ทำให้ทองคำจากดาวรุ่งกลายเป็นดาวร่วงไปได้ในปีนี้ ก็ต้องบอกว่ามาจากหลายปัจจัยทีเดียว โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในยุโรปและสหรัฐเริ่มดูเข้าที่เข้าทางขึ้น แม้ว่าบางคนอาจจะบอกว่าไม่จริงก็ตาม แต่อย่างน้อยที่สุดค่าเงินดอลลาร์ก็เสถียรมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนออกจากตลาดทองคำกัน
แน่นอนว่า ราคาทองคำจะผกผันไปตามปัญหาเงินเฟ้อ โดยที่ผ่านมานั้นค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงผิดปกติตลอดปีที่แล้ว ทำให้ราคาทองคำพุ่งกระฉูดกันขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความวิตกของปัญหาเงินเฟ้อ แต่เริ่มมาในปีนี้ เศรษฐกิจสหรัฐดูจะคงที่มากกว่าเดิม เหลือเพียงแต่การว่างงานเท่านั้นที่ยังเป็นปัญหา แต่เงินเฟ้อก็ไม่ได้น่ากลัว ราคาทองคำจึงเริ่มหมดแรง
นอกจากนั้น ท่าทีจากธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ก็มีส่วนสำคัญต่อราคาทองคำเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อเฟดส่งสัญญาณว่าอาจจะไม่มีการใช้นโยบายคิวอีออกมา ตีความหมายง่ายๆ ก็คือ จะไม่มีการพิมพ์แบงก์ออกมาอีกเพื่อเข้าซื้อคืนพันธบัตร
นั่นหมายความว่า ต่อจากนี้ไป ค่าเงินดอลลาร์น่าจะกลับสู่สภาวะแข็งค่ามากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาทองคำโดยตรงครับ
แต่ถ้าถามว่า ในระยะยาวต่อจากนี้ไป ราคาทองคำจะขึ้นอีกบ้างหรือไม่ ก็ต้องบอกว่าเป็นเรื่องยาก
เพราะอะไร เพราะปัจจัยทางเศรษฐกิจของโลกในขณะนี้ต้องบอกว่าอยู่ในสภาวะที่ไม่ค่อยจะแน่นอนนัก เศรษฐกิจสหรัฐที่บอกว่าดีขึ้น ก็ไม่แน่ว่าจะดีจริงหรือไม่ เพราะยังมีปัญหาเงินเฟ้อที่เฟดบอกว่ายังน่ากังวลอยู่
เศรษฐกิจยุโรปกับวิกฤตหนี้กรีซก็สงบลงไปชั่วคราวเท่านั้น เพราะเงินช่วยของสหภาพยุโรปและไอเอ็มเอฟ 1.3 แสนล้านยูโรนั่นก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะช่วยให้กรีซพ้นจากสถานะล้มละลายได้จริงๆ
ซ้ำร้าย ตอนนี้ยุโรปกำลังเจอกับปัญหาใหม่ที่เริ่มส่อแววขึ้นมาเรื่อยๆ คือ สเปน และอิตาลี ที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจแย่จัด และคนตกงานมาก
นั่นหมายความว่า เศรษฐกิจของทั้งสหรัฐและยุโรปจะไม่มีทางหวือหวาไปกว่านี้แล้ว และจะไม่ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อเท่าไหร่ ซึ่งการลงทุนในทองคำก็จะไม่ร้อนแรงเหมือนที่ผ่านมา
ส่วนปัจจัยความต้องการทองคำจากจีนในช่วงนี้ก็น่าจะแปรผันไปตามการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัวลงเช่นกัน ปีนี้อาจจะไม่ใช่ปีทองของทองคำเสียเท่าไหร่ครับ
แต่ทว่าบอกแล้วว่าเรื่องของทองคำนั้นเดายาก วันดีคืนดี เจอปัจจัยอะไรนิดหน่อย สะกิดเข้าก็ขึ้นกันอย่างรุนแรง วันไหนไม่ได้ก็ลงกันทีเกือบร้อยเหรียญ นี่เป็นธรรมชาติของราคาทองคำโลก
ไม่เช่นนั้นคงไม่มีคำเตือน “การลงทุนมีความเสี่ยง” ไว้เตือนใจกันตลอดครับ







