
ไทยเล็งเปิดเอฟทีเอ‘อียู’ มั่นใจไปโลด
โพสต์ทูเดย์
— ไทยเล็งเปิดเจรจาเอฟทีเอกับอียูกลางปีนี้ หลัง ครม.ไฟเขียวตั้งคณะกรรมการศึกษาการเปิดเจรจาแล้ว เชื่อไทยไม่ตกขบวน หลังเวียดนามและสิงคโปร์ประกาศเริ่มเปิดเจรจาเร็วๆนี้นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติให้ตั้งคณะกรรมการศึกษาผลกระทบการเปิดเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทยสหภาพยุโรป (อียู) โดยมี นายวินิจฉัย แจ่มแจ้ง ที่ปรึกษาการพาณิชย์ เป็นประธานคณะทำงาน ซึ่งจะประเมินความสามารถการแข่งขันของไทย จุดแข็งและจุดอ่อน หากไทยต้องเปิดการค้าเสรีกับอียู คาดว่าผลการศึกษาจะเสร็จสิ้นได้อีก 23 เดือนจากนี้ และจะมีการหาข้อสรุปว่าจะเปิดการเจรจาหรือไม่ในช่วงกลางปีนี้
ทั้งนี้ การค้าเสรีกับอียูจะทำให้ไทยมีโอกาสทางการค้าเพิ่มขึ้น และไม่เสียเปรียบประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค เช่น สิงคโปร์และเวียดนาม ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ประกาศความพร้อมเริ่มต้นเปิดเจรจากับอียูในเร็วๆ นี้ ซึ่งการที่ไทยเริ่มต้นเจรจาหลังจากประเทศดังกล่าว จะไม่ทำให้ไทยตกขบวนทางการค้า เพราะเชื่อว่ารูปแบบการเจรจาภายใต้การศึกษาที่ชัดเจนจะทำให้ดำเนินการเป็นไปอย่างรวดเร็วและรอบคอบเป็นประโยชน์สูงสุด
“หากผลการศึกษาเสร็จตามกำหนด กลางปีนี้เปิดการเจรจาได้ก็ไม่ถือว่าช้ากว่าคนอื่น ซึ่งไทยจะมีโอกาสทางการค้าเพิ่มขึ้นเพราะอียูเป็นกลุ่มความร่วมมือขนาดใหญ่ที่น่าสนใจในการเพิ่มสัดส่วนการค้าของไทย นายอลงกรณ์ กล่าวนางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กระบวนการเจรจาจะเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ปี 2550 มาตรา 190 จะทำให้การเจรจามีความรอบคอบ เพราะไทยและอียูมีความแตกต่างในระดับการพัฒนา ทำให้มีหลายเรื่องที่ไทยอาจเสียเปรียบ เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อมกับกฎระเบียบทางการค้า แรงงาน และภาคบริการบางสาขา
“
การเจรจาไทยอียู จะเป็นข้อตกลงการค้าเสรีกับคู่ค้าขนาดใหญ่มากแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งจะเจรจาครบทุกด้านทั้งการค้าและบริการ โดยการส่งออกไทยไปอียู 15 ประเทศ ปี 2552 มีมูลค่า 1.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 10.4% ของการส่งออกทั้งหมด” นางนันทวัลย์ กล่าว






