
ปรองดองเดือด
สุเทพ เทือกสุบรรณ สส. สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) อภิปรายว่า เห็นด้วยกับแนวทางรายงานของ กมธ.
สุเทพ เทือกสุบรรณ สส. สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) อภิปรายว่า เห็นด้วยกับแนวทางรายงานของ กมธ.
ปรองดอง ร่วมทั้งข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้าให้เลื่อนการพิจารณาไปก่อน และให้ กมธ. ปรองดอง ไปรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ควรระดมทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องไปลงพื้นที่ พรรคเพื่อไทย (พท.) และ ปชป. ก็ไปจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นและทำความเข้าใจกับประชาชนและกำหนดแนวทางความปรองดองให้ชัดเจน โดยห้ามให้รัฐบาลมีการจัดตั้งมวลชนขึ้นมารับฟัง
จากนั้นเมื่อประชาชนทั่วประเทศเกิดความเข้าใจ ก็ให้มีการทำประชามติตัดสิน อาจจะเสนอร่างกฎหมายนิรโทษกรรมเข้าไปด้วยก็ได้ หากไม่ทำตามเกิดสงครามกลางเมืองแน่นอน และอาจมีคนต้องตามเจ้านายไปอยู่ต่างประเทศ หากเป็นฝ่ายแพ้ หรือหากพวกตนแพ้ก็อาจถูกจับตัวเข้าไปอบรมหรือกลับไปทำไร่ไถนา
สุเทพ กล่าวว่า การจะทำความเข้าใจกับประชาชนจะต้องทราบข้อเท็จจริงเสียก่อน เพราะหากจะบรรลุสู่การปรองดอง ทุกฝ่ายจะต้องเสียสละ และพวกเขาจะต้องรู้ว่าตัวเขาจะเสียสละอะไร ประเทศขาดทุนอะไรบ้าง โดยเฉพาะจะต้องรู้ว่าใครเป็นคู่กรณี ซึ่งไม่ใช่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เพราะวันนี้ พล.อ.สนธิ ไปนั่งอยู่ในใจกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และเขาเจรจาได้ ไม่ต้องไปไกลถึงประเทศจีนหรือดูไบ แต่เดินทางไปประเทศเพื่อนบ้านช่วงสงกรานต์ ดื่มไวน์ก็จบ
“คู่กรณีไม่ได้มีแค่ 2 ท่าน แต่มีมากไปทั้งประเทศ และคนที่มองข้ามไม่ได้คือ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นต้นเหตุของความขัดแย้ง วุ่นวาย ซึ่งเป็นไปตามงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าที่เขียนเอาไว้ เพราะหากวันนี้อยู่ต่างประเทศและไม่กลับไทยก็จบ ไม่ต้องออกกฎหมายนิรโทษกรรม แต่ติดที่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการกลับมาอย่างเท่ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องบอกประชาชนให้รับทราบว่าเขาควรจะต้องเสียสละอะไรหรือไม่”
สุเทพ กล่าวอีกว่า ความขัดแย้งต้องมองไปที่ 2 ปัจจัย คือ ความคิดอุดมการณ์ทางการเมืองของระบอบทักษิณ คนเสื้อแดง ที่ต่างจากคนไทยทั้งประเทศ และพฤติกรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณ บริวาร เครือญาติ คนเสื้อแดง กลุ่มกองกำลังติดอาวุธ หรือที่เขาเรียกว่าแก้ว 3 ประการ ซึ่งแนวทางการเมืองของระบอบทักษิณแตกต่างจากพวกตนเองและคนไทยอื่นๆ เพราะความคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการให้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างการปกครองของประเทศนี้ เพื่อสร้างรัฐไทยใหม่ และเลยเถิดไปในระบอบประธานาธิบดี
“ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เลิก มีมวลชนจัดตั้ง มีชุดดำด้วย มายิงพวกผม ถ้าอย่างนี้ต้องเลิกปรองดอง ผมไม่ได้มีมวลชนจัดตั้ง มีหมู่บ้านเสื้อแดง พูดให้เห็นข้อเท็จจริง ถ้าไม่พูดให้เห็น ไม่มีใครมาปรองดองด้วย” สุเทพ กล่าว
จตุพร พรหมพันธุ์ สส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า ประเทศไทยของเราควรเดินหน้าไปอย่างไรผมเองรู้สึกเจ็บปวดมากมาย วีรชนที่ตาย พี่น้องที่ตายไป และคนเสื้อแดงตั้งคำถามว่าเรากำลังปรองดองกับฆาตกรหรือไม่ เขาพร้อมปรองดองทุกคน แต่ไม่พร้อมปรองดองกับฆาตกร ทุกคนอยากเห็นความสามัคคีในชาติ นับตั้งแต่ พล.อ.สนธิ พวกผมต้องแสดงความไม่พอใจ และฝ่ายหนึ่งที่ยืนฝ่ายยึดอำนาจก็ได้เป็นรัฐบาล
“พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกยึดอำนาจ การที่ไม่มีนายกฯ ทักษิณ ประเทศก็ยังแตกแยกมาเป็นเวลา 5 ปีแล้ว ยึดอำนาจเสร็จ อัยการสั่งไม่ฟ้อง 3 คดีแล้วบอกว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และไม่มีใครมาบอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะได้คืนจงรักภักดี”
จตุพร กล่าวว่า กรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ยังมีโทษจำคุก ภรรยาประมูลซื้อที่ดิน มีการประมูลอีออกชัน แต่ทีนักการเมืองไปแจกที่ดินให้กับมือตัวเอง ไม่ถูกดำเนินคดี
“นี่เป็นความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น ถ้ายกเลิก คตส. ให้ตั้ง คตส.ที่นายกฯ ทุกสมัยยังมีชีวิตอยู่ แล้วทำเป็นบรรทัดฐานเดียวกันจะได้ไหม”
ทั้งนี้ ถ้านำรายงานสถาบันพระปกเกล้าส่งไปยังรัฐบาล มีการสร้างความกลัวว่าแผ่นดินจะลุกเป็นไฟจนทำให้สถาบันพระปกเกล้าวิตก การปรองดองคนในชาติไม่ใช่อยู่ในรายงานวิจัย ถ้ามันไม่มีหัวใจ มีการอธิบายเลยเถิดว่าจะเกิดสงครามการเมืองเพียงสถาบันพระปกเกล้าไปถามคน 47 คน แต่มีการปลุกกันไปถึงขนาดนั้น ผมไม่เห็นว่ารายงานฉบับเดียวจะมีการร้าวฉานไปถึงขนาดนั้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ สุเทพ อธิบายว่า พวกผมต้องการเปลี่ยนแปลงเป็นระบอบประธานาธิบดี การกล่าวหาว่าการที่จะเปลี่ยนเป็นประธานาธิบดี ก็เท่ากับการกล่าวหาว่าต้องการล้มสถาบัน การไปกล่าวหาใครว่าเปลี่ยนแปลงการปกครอง กล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ จริง เขาต้องการเป็นประธานาธิบดีเสียเอง
จตุพร กล่าวว่า ท้ายที่สุด พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นศัตรูกับคนพวกนี้เพราะเขาแพ้การเลือกตั้ง “นอนลงชูขาสองข้าง” ก็แพ้นายกฯ ทักษิณ นายกฯทักษิณ เป็นนายร้อย เป็นผู้จงรักภักดี และการสร้างความไม่จงรักภักดี กลุ่มพวกนี้หวังส้มหล่น อย่างที่ไปจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร
“จริงๆ แล้วการที่นายกฯ ทักษิณถูกผลักไส ก็เพราะว่าพวกนี้เขาแพ้การเลือกตั้ง ถ้ากล่าวหาที่ดินรัชดาฯ ลองเอาที่ดิน ส.ป.ก.ที่ภูเก็ต มาเปรียบเทียบกันสินี่แหละความไม่ยุติธรรม ความเป็นสองมาตรฐาน”
จตุพร กล่าวว่า การเผาบ้านเผาเมืองเป็นการสร้างวาทกรรม แท้จริงเขาตายมาก่อนแล้ว ก่อนจะมีเหตุการณ์ดังกล่าว เอาสไนเปอร์ไปทำอะไร เอาเงินซื้อมันมา บ้านเมืองนี้ยากที่จะเกิดความปรองดอง บาดเจ็บ ติดคุก ฝ่ายผม แล้วยังมีฆาตกรกระแหนะกระแหนอยู่ทุกวัน
“นี่วาทกรรมเป็นวัฒนธรรมทางภาษาที่ยังข่มขู่กันในรัฐสภา แต่ผมไม่กลัวหรอก เพราะได้ผ่านความตายกันมาหมดแล้ว” จตุพร กล่าว







