
ปปช.สอบบิ๊กธอส.
โพสต์ทูเดย์
— ป.ป.ช.ส่งหนังสือถึงคลังสอบบิ๊ก ธอส. ตุกติกกู้เงินนอกซื้อคอมพ์คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทำหนังสือถึงนายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เพื่อขอข้อเท็จจริงและขอเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ของพนักงานธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) โดยขอให้ส่งข้อมูลภายใน 30 วัน
ทั้งนี้ ป.ป.ช.ขอให้ส่งข้อมูล 3 เรื่อง เรื่องแรกเกี่ยวกับการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างระบบคอมพิวเตอร์หลักกับบริษัท ดาต้าแมท ที่มีการตรวจรับงานและจ่ายเงินไม่เป็นไปตามสัญญา มีการแก้ไขวันที่ส่งมอบ และเร่งรีบอนุมัติเบิกจ่ายเงินให้แก่ผู้รับจ้างขณะที่ตรวจรับไม่ครบถ้วน
เรื่องที่สอง เกี่ยวกับการระดมเงินและการทำธุรกรรมตราสารอนุพันธ์ที่อิงกับดอกเบี้ยกว่า 1 หมื่นล้านบาท ที่เอื้อประโยชน์ให้แก่เอกชน มีการจ้าง DEPFA Investment Limited จากไอร์แลนด์ระดมเงินโดยไม่มีอำนาจ และต้องจ่ายค่าธรรมเนียมจำนวนมาก เช่น ค่าอำนวยความสะดวก 0.72% ค่าเตรียมการ 0.5% และค่าที่ปรึกษาทางการเงิน 0.5% ซึ่งไม่เคยปรากฏในการจ้างที่ปรึกษาในประเทศ
สำหรับการทำสัญญาดังกล่าวเป็นการทำสัญญากับเอกชนที่ไม่มีสำนักงานในไทย มิใช่ดำเนินการตามปกติและไม่ผ่านอัยการสูงสุด
ประเด็นที่สาม เรื่องทุจริตจัดซื้อจัดจ้างเครื่องแบบพนักงานธนาคารระหว่างปี 25482549 โดยวิธีพิเศษ ซึ่งนายสถิตย์ได้มอบหมายให้ นายนริศ ชัยสูตร ประธานกรรมการ ธอส.เป็นผู้รวบรวมข้อเท็จจริง
โพสต์ทูเดย์
– “โสฬส” เผยผลสอบป.ป.ช.เอาผิดอดีตผู้บริหารเอสเอ็มอีแบงก์ใกล้ได้ข้อยุตินายโสฬส สาครวิศว กรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. น่าจะพิจารณาปัญหาการออกบัตรเงินฝากอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (เอฟอาร์ซีดี) จำนวน 300 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.14 หมื่นล้านบาท เสร็จภายในเดือน มี.ค.นี้
ทั้งนี้ ผลสอบเบื้องต้นมีมูลให้เชื่อได้ว่ามีการเอื้อประโยชน์ให้ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ได้ประโยชน์จากการทำสัญญาในส่วนของการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย ( IRS ) และเบี้ยปรับ รวมถึงการทำสัญญาประกันความเสี่ยง (CCS) โดยที่มีการปกปิดข้อมูลกับคณะกรรมการ และยังพบว่ามีการดำเนินการเกินกว่าอำนาจคณะกรรมการที่ให้ไว้
โดยประเด็นที่ ป.ป.ช. มีการสอบสวนเพิ่มเติมอยู่นี้คาดว่าจะเป็นเรื่องความร่วมมือของเจ้าหน้าที่ของทั้ง 2 ธนาคาร ในการหาประโยชน์ให้กับผู้บริหารระดับสูงที่เกี่ยวข้อง
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ผลการตัดสินของ ป.ป.ช. กรณีของเอสเอ็มอีแบงก์ จะใช้เป็นบรรทัดฐานในการตัดสินกรณีของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ที่ ป.ป.ช. ได้รับการร้องเรียนจากพนักงานในเรื่องของการทุจริตเกี่ยวกับการระดมเงินทุนและทำธุรกิจตราสารอนุพันธ์ Interest Rate Swap เอื้อประโยชน์ให้แก่เอกชน โดยมีการทำสัญญาจ้าง DEPFA Investment Bank จากประเทศไอร์แลนด์ ระดมเงินฝากโดยไม่มีอำนาจ และการออกตราสารดังกล่าวมีค่าธรรมเนียมที่ ธอส.ต้องจ่ายคือค่าธรรมเนียมในการอำนวยความสะดวก (Facility fee) 0.72% ค่าธรรมเนียมในการจัดเตรียม (Arrangement fee) 0.5% และค่าธรรมเนียมในการให้คำปรึกษาทางการเงิน ( Financial advisor fee) 0.5% ซึ่งไม่ปรากฏในการออกตราสารอื่น และ DEPFA ไม่มีสำนักงานในประเทศไทย ถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)ที่กำหนดให้จ้างที่ปรึกษาในประเทศ
แหล่งข่าวกล่าวว่า การกระดมทุนดังกล่าวของ เอสเอ็มอีแบงก์และ ธอส. เป็นการดำเนินการในลักษณะเดียวกัน หากกรณีของ เอสเอ็มอีแบงก์ มีคำตัดสินไปในทางได้ ก็น่าจะมีผลให้แนวทางการตัดสินของ ธอส. เป็นไปในลักษณะเดียว แต่กรณีของ ธอส. มีการว่าจ้างที่ปรึกษา ซึ่งไม่มีสำนักงานในประเทศไทย น่าจะมีผลต่อการกระทำความผิดของผู้ที่เกี่ยวข้องชัดเจนกว่า ซึ่งขณะนี้นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ได้มอบหมายให้นายนริศ ชัยสูตร รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธาน ธอส. เร่งประชุมเพื่อหาข้อเท็จจริงส่งให้ ป.ป.ช. พิจารณา รวมทั้งให้ฝ่ายสอบวินัยของกระทรวงการคลัง ตรวจสอบหาข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการเอาผิดกับผู้บริหารและพนักงานที่มีส่วนเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวแล้ว







