
บทพิสูจน์ความเป็นตัวเองของอาเซียนต้องพ้นเงา มะกัน-จีน
ปิดฉากเรียบร้อยไปอีกครั้งหนึ่งกับการประชุมสุดยอดผู้นำ 10 ชาติสมาชิกอาเซียนครั้งที่ 20
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ปิดฉากเรียบร้อยไปอีกครั้งหนึ่งกับการประชุมสุดยอดผู้นำ 10 ชาติสมาชิกอาเซียนครั้งที่ 20 ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา กับบทสรุปใน 4 ประเด็นหารือหลัก คือพม่า เกาหลีเหนือ ข้อตกลงการค้าเสรี และสิทธิอาณาเขตเหนือทะเลจีนใต้
สำหรับพม่าและเกาหลีเหนือ ชาติสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) อันประกอบด้วย บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย พม่า ลาว ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม ต่างเห็นพ้องตรงกันที่จะช่วยเรียกร้องชาติตะวันตกให้เร่งยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรพม่า ขณะเดียวกันก็วอนขอทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้อดทนอดกลั้นไม่ลงมือกระทำการใดๆ ที่จะเป็นชนวนก่อความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีเหนือ และเห็นชอบร่วมกันที่จะสร้างกรอบการทำงานเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกับการขยายเขตการค้ากับออสเตรเลีย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และนิวซีแลนด์ กลายเป็นอาเซียน+6
ขณะที่ประเด็นขัดแย้งเรื่องอาณาเขตเหนือทะเลจีนใต้ก็ได้ข้อสรุปที่พอกล้อมแกล้มยอมรับได้เมื่อสมาชิกทั้งหมดของอาเซียนเห็นชอบที่จะร่างหลักปฏิบัติร่วมกัน (Rules of Engagement) กับประเทศจีน ซึ่งจะช่วยเปิดทางให้ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย และบรูไน มีเวทีที่ทัดเทียมกับจีนในการเจรจา หลังจากที่กลายเป็นประเด็นถกเถียงภายในอาเซียนจนหวิดให้ชาติสมาชิกเกิดความแตกแยก
อย่างไรก็ตาม แม้จะได้ข้อสรุปที่จำใจยอมรับกันว่าเป็นที่น่าพอใจ แต่บรรดาผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ต่างเห็นตรงกันว่า ความเคลื่อนไหวล่าสุดของอาเซียนดูจะยิ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงความไม่พร้อม หรือความง่อยเปลี้ยของทั้ง 10 ชาติสมาชิกอาเซียนที่พยายามจะก้าวขึ้นมามีบทบาทและได้รับการยอมรับบนเวทีโลกเสียมากกว่า
เพราะอาเซียนไม่สามารถแสดงเป้าหมายและจุดยืนที่เป็นกลุ่มก้อนของตนเองได้อย่างชัดเจนเพียงพอ หรือก็คือทำให้โลกต้องรับฟังความเห็นของอาเซียนในฐานะคู่เจรจาที่ทัดเทียมกับมหาอำนาจอย่างจีน สหรัฐ หรือกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู)
เพราะอาเซียนไม่สามารถจัดสมดุลความสัมพันธ์ภายในระหว่างชาติสมาชิกด้วยกันเอง กับประเทศมหาอำนาจเช่นสหรัฐและจีน เพื่อไม่ให้กระเทือนความเป็นอาเซียนและทำให้รวมตัวกันได้อย่างแนบแน่นสนิทใจ หรือกลายเป็นว่า สายสัมพันธ์พิเศษที่เกิดขึ้น ทำให้สมาชิกอาเซียนเป็นคู่แข่งมากกว่าคู่หู
และประเด็นพิพาทเรื่องพื้นที่อาณาเขตทะเลจีนใต้คือกระจกสะท้อนของสภาพไร้สามารถของอาเซียนได้เป็นอย่างดี
ทั้งนี้ อัลเบิร์ต เดล โรซาริโอ รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์ยอมรับว่า การหารือในเรื่องสิทธิพื้นที่ในทะเลจีนใต้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง โดยต่างฝ่ายต่างก็ไม่สามารถหาข้อสรุปที่น่าพอใจสำหรับสมาชิกทุกคนได้
แม้ภายหลังนายกรัฐมนตรีฮุนเซน แห่งกัมพูชาซึ่งทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพจะปฏิเสธหนักแน่น พร้อมออกแถลงการณ์ร่วมกับผู้นำชาติอื่นๆ ว่า อาเซียนเห็นพ้องในการร่างหลักปฏิบัติขึ้น
แต่รายละเอียดของแถลงการณ์กลับไม่ต่างจากข้อตกลงเบื้องต้นเมื่อ 10 ปีที่แล้วที่อาเซียนจะเดินหน้าสนับสนุนสันติสุขของภูมิภาค และซ้ำรอยเดิมกับแถลงการณ์ที่ประกาศเมื่อการประชุมปีที่แล้วที่ประเทศอินโดนีเซีย
นอกจากนี้ ยังมีความขัดแย้งในเรื่องมุมมองของประเด็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างชาติสมาชิกอาเซียนที่มีส่วนอ้างสิทธิกับชาติที่ไม่มีส่วนได้เสียใดๆ หรือแม้กระทั่งการร่างหลักปฏิบัติที่ยังถกเถียงไม่จบสิ้นว่าควรจะให้จีน ประเทศคู่กรณีเข้าร่วมการร่างในครั้งนี้หรือไม่
เรียกได้ว่า ผลลัพธ์ที่ออกมาได้ทำให้โลกได้เห็นความล้มเหลวของอาเซียนที่จะจัดการก้าวข้ามความแตกต่างหลากหลายของตนเอง เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ ที่นานาชาติค่อนข้างวิตกกังวล เพราะบริเวณดังกล่าวคือแหล่งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และอาหารที่อุดมสมบูรณ์อีกแห่งหนึ่งของโลกซึ่งทำให้เหตุขัดแย้งรุนแรงใดๆ ก็ตามที่จะเกิดขึ้นย่อมไม่เป็นผลดีกับทุกฝ่ายแน่
พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือว่า โลกเริ่มกังขากับศักยภาพอาเซียน เพราะลำพังแค่ความขัดแย้งในกลุ่มยังจัดการกันไม่ได้ แล้วปัญหาใหญ่ระดับโลกจะไม่ยิ่งแย่มากไปกว่านี้หรือ ในเมื่อแต่ละชาติสมาชิกต่างมีสายสัมพันธ์พิเศษในลักษณะ “ลูกหม้อลูกไล่” ของมหาอำนาจเช่นจีนและสหรัฐติดตัวอยู่
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า 45 ปีของการรวมตัวกันของอาเซียนเพิ่งจะได้รับความสนใจและการจับตามองอย่างจริงจังในช่วง 20 ปีให้หลังที่ผ่านมา อันเป็นผลพวงจากความรุ่งเรืองของเอเชียที่นำโดยจีนและอินเดีย
และอาเซียนยิ่งได้รับความสนใจมากขึ้นเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตหนี้สาธารณะในชาติตะวันตกอย่างสหรัฐและยุโรป จนมาถึงการที่สหรัฐ มหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกประกาศหวนคืนสู่เอเชีย และรื้อฟื้นความสัมพันธ์ที่ร้างราห่างหายไปนานกับฟิลิปปินส์ เวียดนาม และสิงคโปร์พันธมิตรเก่าแก่ในภูมิภาคตั้งแต่ช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยใช้ประเด็นเรื่องความร่วมมือและช่วยเหลือทางการทหารและความมั่นคงในภูมิภาคเป็นหัวข้อพูดคุยหลัก ในทันทีที่ตระหนักได้ว่าจีน พันธมิตรและคู่แข่งได้อาศัยเศรษฐกิจและการค้าผูกสัมพันธ์เหนียวแน่นกับทุกประเทศในอาเซียนเรียบร้อยแล้ว
ที่ผ่านมา อาเซียน พยายามที่จะวางตัวเป็นกลาง โดยเป็นบทบาทที่จีนยอมรับได้ และยังคงรักษาสายสัมพันธ์กับสหรัฐดีอยู่ โดยถือเอาผลประโยชน์ของกลุ่มเป็นหลักใหญ่
ทว่า เอาเข้าจริง บางชาติสมาชิกอาเซียน เช่น ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนามกลับจับมือกับสหรัฐเปิดทางให้กองทัพแดนลุงแซมเข้ามาปฏิบัติการภายใต้เหตุผลเพื่อความมั่นคงของภูมิภาคอย่างคึกคัก โดยมีกรณีพิพาทการอ้างสิทธิเหนืออาณาเขตของทะเลจีนใต้เป็นข้ออ้างสำคัญ
ขณะที่บางชาติในอาเซียนก็ไม่สามารถมองข้ามจีนไปได้ เพราะผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จีนหว่านไว้อย่างมหาศาล ทั้งการให้กู้เงิน หรือร่วมทุนในโครงการพัฒนาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ถนน น้ำ หรือไฟฟ้า และการเป็นคู่ค้าสำคัญของประเทศ เช่น กัมพูชา
อาเซียนเลยคล้ายเป็นเวทีงัดข้อของมหาอำนาจระหว่างสหรัฐและจีนไปโดยปริยาย และเป็นอันตรายบั่นทอนความสัมพันธ์ของชาติสมาชิกอาเซียนจนแทบจะมองหน้ากันไม่ติด เพราะแต่ละชาติต่างก็วิตกกับสายสัมพันธ์ส่วนตัวที่มีกับจีนและสหรัฐ มากกว่าผลประโยชน์ของกลุ่มโดยรวม
กลายเป็นความวิตกกังวลที่บรรดานักวิชาการภูมิภาคอาเซียนต้องออกมาเตือนว่าหากอาเซียนไม่สามารถรับมือกันเอง และจัดวางความสัมพันธ์กับชาติมหาอำนาจ เหล่า 10 ชาติ สมาชิกอาเซียนมีแนวโน้มกลายเป็นประเทศโดดเดี่ยวที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง
และเป็นเรื่องน่าเสียดายสำหรับภูมิภาคที่เติบโตและแข็งแกร่งขึ้นมาได้ด้วยการสร้างสายสัมพันธ์บนพื้นฐานของความแตกต่างหลากหลายที่เสริมส่งซึ่งกันและกัน
แน่นอนว่า หนทางที่จะหลีกเลี่ยงหายนะที่อาจรออยู่เบื้องหน้า ก็คือ อาเซียนจะต้องวางความสัมพันธ์ส่วนตัวให้พ้นทาง ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างกัน หรือความสัมพันธ์กับสหรัฐและจีน โดยเห็นพ้องต้องกันว่า สมาชิกต้องอยู่ในระเบียบในกฎที่ทุกฝ่ายได้เห็นชอบตกลงร่วมกัน
ยิ่งเมื่ออาเซียนกำลังก้าวเข้าสู่ความเป็นประชาคมอาเซียน ภายในปี 2558 ที่ต้องการความร่วมมือแบบเหนียวแน่นทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้สามารถแข่งขันและทัดเทียมกับโลกในทุกๆ ด้าน ก็ยิ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้อาเซียนต้องเห็นแก่ประโยชน์ของกลุ่มมากกว่าสิ่งอื่นใด
เพราะไม่เช่นนั้น ความเป็นอาเซียนย่อมล้มเหลวและไร้ความหมาย
แต่คำถามก็คือ 10 ชาติสมาชิกอาเซียน พร้อมและกล้าพอแล้วหรือยัง







