
การเจรจา-กับการพูดจา
โดย...ภุมรัตน์ ทักษาดิพงษ์
โดย...ภุมรัตน์ ทักษาดิพงษ์
คาร์บอมบ์ที่โรงแรมลี การ์เดนส์ ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และอีก 3 แห่งที่ อ.เมือง จ.ยะลา ซึ่งเชื่อว่าเกี่ยวโยงกันและเป็นการกระทำของขบวนการเดียวกัน ก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินมากมาย จากการศึกษาพบว่า แทบจะไม่มีรัฐบาลไหนปราบปรามผู้ก่อการร้ายได้อย่างเด็ดขาดราบคาบ ขณะเดียวกันก็ไม่มีกลุ่มก่อการร้ายใดที่เอาชนะรัฐบาลได้ สถานการณ์ยืดเยื้อเช่นนี้ทำให้คนบางกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มสันติวิธีและพวก “ลัทธิยอมจำนน” มักพูดถึงการปรองดองผ่านการเจรจา ซึ่งคนพูดนั้นพูดง่ายในทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติเป็นอีกเรื่อง บางเรื่องสามารถปรองดองกันได้ แต่บางเรื่องเป็นเรื่องที่ปรองดองกันไม่ได้ เช่น เรื่องอธิปไตยของชาติ ระบอบการปกครองของประเทศ เป็นต้น
“การเจรจา” ไม่ใช่เรื่องที่พูดกันเล่นๆ เพราะมีความหมายมากในทางการทูตและการเมืองระหว่างประเทศที่อาจก่อให้เกิดการได้เสีย เพราะการเจรจานั้นเท่ากับเป็นการยกระดับสถานะของกลุ่มก่อการร้ายที่มีพฤติกรรมยิ่งกว่าโจรไล่ฆ่าฟันประชาชนผู้บริสุทธิ์เหมือนกับผักปลา อย่างทารุณโหดร้ายไร้มนุษยธรรม ให้เทียบเท่ากับรัฐบาล นั่งโต๊ะเจรจาในสถานะที่เท่าเทียมกัน กลุ่มก่อการร้ายต้องการให้รัฐบาลเสนอเปิดการเจรจาเพื่อยกสถานะของตนเองให้เท่าเทียมกับรัฐบาล โชคดีที่ผู้มีอำนาจของบ้านเมืองโดยเฉพาะ ผบ.ทบ.เริ่มเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับคำว่า “เจรจา” แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ารัฐจะปิดหนทางในการสื่อสารกับกลุ่มก่อความไม่สงบ เพราะรัฐบาลยังเปิดโอกาสให้กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบมา “พูดจา” กันในทางลับอย่างไม่เป็นทางการ นอกจากนั้นยังไปเรียกพี่น้องมุสลิมจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็น “ชนกลุ่มน้อย” เป็นอันขาด เพราะจะเปิดโอกาสให้สหประชาชาติเข้ามาแทรกแซงได้
ไม่ว่าจะเป็นการ “พูดจา” หรือ “เจรจา” ต้องเป็น “นโยบาย” ที่ผ่านการพิจารณาของสภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยทำเป็นความลับที่จำกัดบุคคลที่สมควรรู้จำนวนน้อยที่สุด ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ไปพูดจานั้นมักจะเป็นเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง ซึ่งเป็นคนที่เก็บความลับได้ ไม่โอ้อวด ไม่มีวาระส่วนตัว บางครั้งรัฐบาลอาจใช้ข้าราชการเกษียณไปแล้ว หรือนักธุรกิจเป็นคนกลางในขั้นตอนของการพูดจาได้ เพื่อสามารถปฏิเสธความรับผิดชอบในภายหลังหากการพูดจาไม่สำเร็จ
ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่รัฐทั้งทหารและพลเรือนโดนหลอกหลายครั้ง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมีวาระส่วนตัวหรือชอบโอ้อวด ในที่สุดคนเหล่านี้ตามเกมของอีกฝ่ายไม่ทัน ถูกฝ่ายตรงข้ามนำไปโฆษณาชวนเชื่อและทำให้รัฐบาลเสียหาย บางทีคนไทยก็โดนฝรั่งหลอกให้ไปพบปะพูดจากับตัวแทนขบวนการก่อความไม่สงบในยุโรปโดยออกค่าใช้จ่ายให้หมดทุกอย่าง ผลก็คือ ไปพูดจากับกลุ่มคนที่ไม่ได้เป็นผู้ก่อเหตุร้ายอยู่ในปัจจุบัน แต่ไปคุยกับกลุ่มเก่าที่ต้องการยกความสำคัญของตนเอง บางคนก็เล่นละครต้มคนดูโดยการจัดฉากว่ามีการลงนามในข้อตกลงกันเรียบร้อย มีการออกโทรทัศน์ใหญ่โต แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
มาเลเซียซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ชิดเหตุการณ์มากที่สุด เคยเสนอตัวเป็นคนกลางจัดให้มีการเจรจาระหว่างผู้แทนรัฐบาลไทยกับผู้แทนของขบวนการแบ่งแยกดินแดน ถึงกับอดีตผู้นำมาเลเซียลงมาเล่นด้วยตัวเอง โดยจัดการพบปะที่เกาะลังกาวี มีทหารไทยไปพบกับผู้ที่ถูกอุปโลกน์ว่าเป็นหัวหน้าขบวนการแบ่งแยกดินแดนไทยองค์การหนึ่ง แต่ปรากฏว่าผู้แทนของขบวนการคนนี้ก็ยอมรับว่าไม่อาจพูดจากับกลุ่มที่ก่อเหตุร้ายในประเทศไทยขณะนี้ได้
มาเลเซียเคยส่งเจ้าหน้าที่มาทาบทามทางการไทยให้ส่งคนไป “เจรจา” กับผู้แทนขบวนการแบ่งแยกดินแดนของไทย แต่ถูกฝ่ายไทยปฏิเสธเรื่องการเจรจา ถ้าจะพูดจากันลับๆ ก็พอได้ ล่าสุดทางการมาเลเซียก็เข้ามาเสนออีก โดยพยายามจัดให้เจ้าหน้าที่ไทยได้พบกับตัวแทนของขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่อาศัยอยู่ในมาเลเซียที่ตำรวจสันติบาลมาเลเซียเข้าถึง แต่คนที่ทางการมาเลเซียสถาปนาให้เป็นผู้แทนขบวนการแบ่งแยกดินแดนนั้นเป็นคนยุคเก่าที่ไม่มีบทบาทในปัจจุบัน และไม่สามารถพูดจากับกลุ่มที่ก่อเหตุร้ายในปัจจุบันนี้ได้เลย
พวกที่ก่อเหตุร้ายรุ่นใหม่ในไทยยังไม่ยอมเปิดตัว แต่คนที่แสดงตัวขอเจรจากับไทยกลายเป็นขบวนการในอดีตที่ต้องการสร้างมูลค่าเพิ่มยกสถานะของตัวเองขึ้นมาจากที่บทบาทค่อยๆ ลบเลือนไป มาเลเซียอาจต้องการสถาปนากลุ่มเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อให้เป็นตัวแทนของขบวนการแบ่งแยกดินแดน เพื่อแย่งชิงการนำจากขบวนการยุคใหม่ที่ยังไม่ยอมเปิดเผยตัวและยังพูดจากันไม่รู้เรื่อง หรือเป็นการโดดเดี่ยวกลุ่มใหม่ซึ่งก่อเหตุร้ายอยู่ในขณะนี้ก็ได้ อย่างไรก็ดีหากรัฐบาลมาเลเซียและรัฐบาลรัฐกลันตันจะหาทางป้องกันไม่ให้กลุ่มก่อการร้ายตัวจริงเสียงจริงใช้ดินแดนมาเลเซียเป็นที่ประชุมลับหรือซุกซ่อนตัว หรือสามารถพูดจาให้กลุ่มก่อการร้ายตัวจริงในไทยยุติการปฏิบัติการได้ เช่นที่ไทยเคยให้ความร่วมมือกับมาเลเซียในการพูดคุยทางลับกับจีนเป็ง อดีตหัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์มลายา (พคม.) จนนำไปสู่การสลายตัวของ พคม. ก็น่าจะเป็นประโยชน์กับทั้งสองประเทศ
หลายประเทศต่างก็เจอปัญหาแบบเดียวกับไทย เช่น รัสเซียกับกลุ่มก่อการร้ายเชชเนีย จีนกับกลุ่มก่อการร้ายซินเจียง อินเดียกับกลุ่มก่อการร้ายแคชเมียร์ อัฟกานิสถานกับกลุ่มก่อการร้ายตาลีบัน เป็นต้น ที่กลุ่มก่อการร้ายละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง เชื่อว่าสังคมโลกจะไม่ยอมรับพฤติกรรมของกลุ่มก่อการร้ายในไทยขณะนี้ซึ่งเป็นประเด็นของ “กลุ่มหัวรุนแรงสุดโต่ง” “แบ่งแยกดินแดน” และใช้การ “ก่อการร้าย”เป็นเครื่องมือ แม้แต่ประเทศมุสลิมด้วยกันเองก็ยังปวดหัว
ในทางสากล คงไม่มีประเทศใดรวมทั้งสมาชิกของโอไอซีและกลุ่มสิทธิมนุษยชนที่จะเห็นด้วยกับพฤติกรรมไล่ฆ่าฟันพลเรือนผู้บริสุทธิ์ล้มตายดังผักปลาเช่นนี้ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องของรัฐบาลที่จะแก้ปัญหาการก่อการร้ายในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้ต้องใช้เวลาอีกเป็นทศวรรษก็ตาม







