
คอป.ฉบับ 3 กระทุ้นปูอย่ารวบรัดปรองดอง
ประเด็นปรองดอง คอป. ระบุว่า ในขณะนี้ปัญหาความขัดแย้งยังคงดำเนินอยู่ และบรรยา
ประเด็นปรองดอง คอป. ระบุว่า ในขณะนี้ปัญหาความขัดแย้งยังคงดำเนินอยู่ และบรรยา กาศของความปรองดองยังไม่เกิดขึ้นในสังคมไทย จึงขอเน้นย้ำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งรัฐบาล นายกรัฐมนตรี ผู้นำฝ่ายค้าน พรรคการเมือง กลุ่มการ เมือง ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกำกับและควบคุมการใช้อำนาจรัฐ สื่อมวลชน กลุ่มบุคคล และองค์กรต่างๆ ร่วมกันประคับประคองสถานการณ์ความขัดแย้ง และให้ความสำคัญต่อการสร้างบรรยากาศของความปรองดองในชาติ โดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง มีความอดทนอดกลั้น รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างจากทุกฝ่าย และไม่กระทำการใดที่อาจสร้างความขัดแย้งครั้งใหม่ให้เกิดขึ้น
ทั้งนี้ กระบวนการปรองดองเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยเวลา ความอดทน และการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายและทุกภาคส่วนในประเทศ เครื่องมือและกลไกต่างๆ ในการสร้างความปรองดอง เช่น การเปิดเผยความจริงและรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้ง การเยียวยาฟื้นฟูผู้ที่ได้รับผลกระทบ การอำนวยความยุติธรรมแก่เหยื่อ
ขณะเดียวกันการฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดซึ่งต้องเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ การเจรจาไกล่เกลี่ย และการจัดทำเวทีประชาเสวนาเพื่อนำไปสู่ความเข้าใจร่วมกันในสังคม โดยการสนับสนุนของรัฐล้วนแต่ต้องอาศัย “เวลา” ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขที่สำคัญอย่างยิ่งของการปรองดอง
“ด้วยเหตุนี้ คอป.จึงเห็นว่าการดำเนินการใดๆ ของผู้ที่เกี่ยวข้องโดยพยายามที่จะรวบรัดหรือเร่งรัดกระบวนการปรองดองนั้น เป็นการกระทำที่ไม่เอื้อต่อบรรยากาศของการปรองดอง ทำให้สังคมเกิดความหวาดระแวงและไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน และถือเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อความพร้อมในการเจรจาร่วมกันเพื่อหาทางออกไปสู่ความเข้าใจที่ดีของคนในสังคมและการปรองดองในชาติต่อไป ดังนั้นการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการปรองดองจึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง รอบคอบ โปร่งใส และตั้งอยู่บนหลักประชาธิปไตยโดยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย” รายงานระบุ
รายงานฉบับที่ 3 ยังตอกย้ำถึงข้อเสนอที่ไม่ให้ใช้เครื่องพันธนาการหรือการตีตรวนกับผู้ต้องหาหรือจำเลยของกรมราชทัณฑ์ ซึ่งขาดความเหมาะสมและความถูกต้องตามหลักเกณฑ์อันเป็นสากล โดยการตอบรับต่อข้อเสนอดังกล่าวไม่เป็นที่น่าพอใจนัก รวมถึงข้อเสนอให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยระหว่างการพิจารณาคดี ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหาและจำเลย
คอป.ยังได้ย้ำอีกว่า การที่กระทรวงยุติธรรมได้นำเอาเงินของกองทุนยุติธรรมเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องการปล่อยชั่วคราว เป็นเรื่องที่ผิดพลาดในหลักการเป็นอย่างยิ่ง เพราะเรื่องการปล่อยชั่วคราวเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมโดยตรงที่จะต้องทำความเข้าใจและปฏิบัติให้ถูกต้อง หลักกฎหมายไม่ได้เรียกร้องหลักประกันในการปล่อยชั่วคราว ดังนั้น การที่องค์กรในกระบวนการยุติธรรมเรียกหลักประกันในทางปฏิบัติอยู่ตลอดมาเกือบจะทุกกรณีนั้น จึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและเหมาะสม
คอป.จึงใคร่ขอเรียนว่า ความพยายามในการสกัดกั้นการทำมาหากินของ “นายประกันอาชีพ” และ “บริษัทประกันภัย” นั้น เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายทางการเมืองและทุกองค์กรในกระบวนการยุติธรรมของประเทศต้องให้ความสำคัญ อย่างน้อยฝ่ายบริหารควรทำความเข้าใจกับองค์กรในกระบวนการยุติธรรม ทางฝ่ายเจ้าพนักงาน อันได้แก่ พนักงานสอบสวน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายตำรวจหรือพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ รวมตลอดถึงพนักงานอัยการ ให้ศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับการปล่อยชั่วคราวกันใหม่
สำหรับองค์กรศาลนั้น คอป.เห็นว่า หากมีทางใดที่ทุกฝ่ายสามารถทำให้ความเข้าใจหลักกฎหมายที่ถูกต้องเกิดขึ้นได้ด้วยก็เป็นการสมควรที่จะต้องกระทำ เพราะจะทำให้รัฐสามารถนำเงิน “กองทุนยุติธรรม” ของกระทรวงยุติธรรมไปใช้ในทางที่ถูกต้องและเหมาะสมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คอป.ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของประเทศเป็นอย่างมาก โดย คอป.ได้เสนอแนะให้มีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไปแล้ว คอป.จึงหวังว่ารัฐบาลและรัฐสภาจักได้ร่วมกันแสดงความกล้าหาญในทางการเมืองเพื่อขจัดเงื่อนไขปัญหาของสังคม อันจะเป็นแนวทางในการสร้างความปรองดองและสันติของคนในชาติต่อไป
สำหรับในเรื่องเกี่ยวกับการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบนั้น การประชาสงเคราะห์ คือ การดูแลประชาชนของรัฐในประเทศไทยที่มีมาโดยตลอด กล่าวคือ เมื่อประชาชนมีความเดือดร้อน ไม่ว่าจะเกิดจากภัยใดๆ รัฐก็จะใช้ “มิติการสงเคราะห์” เข้าขจัดความเดือดร้อนนั้น ซึ่งถือว่าเป็นหน้าที่หลักของรัฐ
อย่างไรก็ตาม ในการพัฒนาประชาธิปไตยนั้นบางครั้งอาจนำไปสู่ความไม่สงบและกลายเป็นความรุนแรงขึ้นได้ เมื่อเกิดความเสียหายจากความรุนแรงขึ้น ก็เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องดูแลและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาประชาธิปไตยนั้น อีกทั้งรัฐต้องจัดการกับความไม่สงบและความรุนแรงที่เกิดขึ้น โดยต้องให้หลักประกันความปลอดภัยแก่ประชาชนในการจัดการกับความไม่สงบนั้นด้วย การที่รัฐไม่สามารถให้หลักประกันความปลอดภัยแก่ประชาชนตามภารกิจของรัฐได้ จนทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้น รัฐย่อมมีหน้าที่ดูแลและเยียวยาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงนั้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
นอกจากนี้ การดูแลและเยียวยาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจะต้องไม่เป็นการกระทำที่เป็นการลดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคล กล่าวคือ ต้องเป็นการกระทำใน “มิติการขอโทษ” โดยไม่เป็นการดูแลและเยียวยาที่กระทำไปในทางที่อาจส่งเสริมให้บุคคลเกิดความโลภอันเป็นกิเลสของมนุษย์ การเยียวยาด้วยเงินจำนวนมากในครั้งเดียวเป็นการที่รัฐผลักภาระให้ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ ต้องดูแลตนเองและจัดการกับเงินจำนวนนั้นอย่างไม่มีความยั่งยืน การดูแลและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเป็นรายเดือนจึงเป็นตัวอย่างหนึ่งของการเยียวยาที่เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และเป็นการเยียวยาที่มีความยั่งยืน
สุดท้าย คอป.เห็นต่อไปว่า เงินที่ใช้ในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เป็นการเยียวยาเป็นรายเดือนดังกล่าวชอบที่จะปรากฏในงบตามพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปีของรัฐ ทั้งนี้เพื่อว่าในทุกปีงบประมาณ รัฐบาลที่บริหารประเทศที่เสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปีและรัฐสภาที่พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี จักได้ร่วมกันรำลึกและตระหนักในการขอโทษต่อประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรง เพื่อนำไปสู่การให้อภัยอย่างแท้จริง ทั้งจะเป็นการร่วมกันรำลึกและตระหนักรู้ในการเยียวยาที่มีความยั่งยืนที่เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์







