
มองหลักประกันสุขภาพแห่งชาติด้วยความห่วงใย (10)
จากการติดตามสถานการณ์ ท่าที และการแสดงออกอย่างต่อเนื่องของกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์จากระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน
จากการติดตามสถานการณ์ ท่าที และการแสดงออกอย่างต่อเนื่องของกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์จากระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ คาดว่าจะเกิดภัยคุกคามต่อหลักประกันสุขภาพ ดังต่อไปนี้
เรื่องแรก คือการเก็บเงิน 30 บาท เป็นค่าธรรมเนียมการใช้บริการ เรื่องนี้มีการประกาศต่อสาธารณะจากผู้ที่คาดหวังว่าจะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีสาธารณสุขและทั้งรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ชุดแรกก็ประกาศว่าจะเก็บค่าธรรมเนียม 30 บาท โดยอ้างเหตุผลว่าจะนำเงินที่เก็บได้มาปรับปรุงบริการให้ดีขึ้น ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ก็ได้ประกาศยืนยันเรื่องนี้ในที่ประชุมคณะกรรมการ และเมื่อ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไปให้นโยบายแก่คณะกรรมการที่กระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันจันทร์ที่ 9 ม.ค. 2555 ก็ประกาศชัดเจนเรื่องนี้
ความจริงแล้ว เหตุผลแท้จริงของการจะเก็บ 30 บาท ก็คงเพื่อดึงชื่อเดิม หรือ “ตราสินค้าเดิม” ของนโยบายนี้ของพรรคไทยรักไทยกลับคืนมา เพราะความเชื่อว่าชื่อนี้ถูกลบทิ้ง เพื่อลบความนิยมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทย ที่จริงแล้วชื่อ “30 บาท รักษาทุกโรค” เปลี่ยนไปตั้งแต่สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ยังคงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็น “30 บาท ช่วยคนไทยห่างไกลโรค” เพื่อขยายจากการมุ่งรักษาให้ครอบคลุมการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค และเหตุผลที่สำคัญของการเลิกเก็บ 30 บาท มิใช่ต้องการลบภาพ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เพราะเหตุผลคือ 1) การเก็บ 30 บาท ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม คนจนจำนวนน้อยกลับต้องจ่าย 30 บาท ขณะที่คนไม่จนจำนวนมากได้สิทธิไม่ต้องจ่าย ทั้งนี้เพราะระบบการแยกคนจน คนไม่จน ซึ่งดำเนินการมาตลอดเกือบ 30 ปี ตั้งแต่ก่อนมีระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ไม่ประสบความสำเร็จ 2) ทำให้เกิดกำแพงขวางกั้นระหว่างผู้ให้บริการกับประชาชน แทนที่จะมุ่งรักษาโรคโดยเร็ว กลับให้ไปจ่าย 30 บาท เป็นด่านแรก และ 3) เป็นภาระของเจ้าหน้าที่ที่มีอยู่จำกัด ตามนโยบายจำกัดกำลังคนภาครัฐของรัฐบาล
เรื่องนี้ผู้เขียนได้คัดค้านต่อนายกรัฐมนตรีคราวไปประชุมที่กระทรวงสาธารณสุขแล้ว ซึ่งนายกรัฐมนตรีรับว่าจะ “ปรึกษาหารือกันอีกที” ที่จริงวันนั้นนายกรัฐมนตรีประกาศชัดเจนเรื่องนโยบายความเท่าเทียม ขณะที่ทั้งสวัสดิการข้าราชการและประกันสังคมไม่เคยเก็บ 30 บาท การเลิกเก็บ 30 บาท เป็นการสร้างความเท่าเทียมที่ชัดเจนอย่างหนึ่งให้หลักประกันสุขภาพแห่งชาติเท่าเทียมกับสวัสดิการข้าราชการและประกันสังคม ถ้ากลับมาเก็บ 30 บาท ย่อมเป็นการสร้างความไม่เท่าเทียมขึ้นทันที
หวังว่าคนของพรรคเพื่อไทยจะมี “ปัญญา” ชูตราสัญลักษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ และของพรรคกลับมาได้โดยไม่ต้องสร้างความไม่เป็นธรรมโดยการเรียกเก็บ 30 บาท ให้บาดหัวใจประชาชนอีก
เรื่องที่สอง คือการแทรกแซงการบริหารของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จากการเสนอแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ “บริหารและประสานยุทธศาสตร์” จากเดิมคือคณะอนุกรรมการประสานยุทธศาสตร์ โดยกำหนดให้มีหน้าที่พิจารณา “การหักเงิน” สถานบริการ
เรื่องนี้เป็นการเปิดเผยธาตุแท้ของการมุ่งปกป้องผลประโยชน์ของโรงพยาบาลเอกชนอย่างโจ่งแจ้ง หลายคนคงจำกรณีการหักเงินค่าขดลวดรักษาหลอดเลือดหัวใจ (Stent) ที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งผู้บริหารเป็นกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติอยู่ด้วย ซื้อขดลวดในราคา 3 หมื่นบาทเศษ แต่ตั้งเบิกจาก สปสช. 8 หมื่นบาทเศษ ได้ส่วนต่างไปถึง 80 ล้านบาทเศษ ต่อมา สปสช.ตรวจพบ จึงเรียกเงินคืน และเป็นคดีพิพาทกันอยู่ ถ้ายอมให้คณะอนุกรรมการชุดนี้มีอำนาจพิจารณาเรื่องนี้ ก็ยากที่สำนักงานจะเรียกเงินคืนในกรณีเช่นนี้และกรณีการเบิกเท็จอื่นๆ
เรื่องที่สาม คือการยึดสำนักงานโดยการเปลี่ยนตัวเลขาธิการ เลือกคนที่ “อยู่ในโอวาท” สั่งซ้ายหันขวาหันได้ตามใจชอบ สปสช.ก็จะแปรสภาพจากองค์กรที่ทำงานเพื่อประชาชนด้วยสมองและหัวใจมนุษย์ เป็นแหล่งที่ทำงานเพื่อพวกพ้องและผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจและโรงพยาบาลเอกชน
เรื่องที่สี่ ระบบการจูงใจเพื่อให้บริการ เช่น กรณีการผ่าตัดต้อกระจก ผ่าหัวใจ ผ่าตัดรักษากรณีฉุกเฉิน ผ่าตัดวางสายเพื่อล้างไตทางช่องท้อง ผ่าตัดรักษานิ่ว ฯลฯ จะถูกยกเลิก เพราะผู้บริหารในกระทรวงสาธารณสุขเห็นว่าเป็นการเข้าไปแทรกแซงการบริหารและพยายามหน่วงเหนี่ยวขัดขวางโดยไม่มีมาตรการแก้ปัญหาของตนเองที่ชัดเจน ประชาชนจะต้องรอนานแค่ไหน จะต้องตายไปกี่คน เป็นเรื่อง “ธุระไม่ใช่”
เรื่องที่ห้า จะมีการดึงงบประมาณกลับไปให้กระทรวงสาธารณสุขบริหารเองเหมือนในช่วงบทเฉพาะกาล 3 ปีแรก เพื่อให้กระทรวงมีอำนาจจัดสรรงบประมาณตามหลักการของตน ซึ่งจะมีแนวโน้มให้เกิดการบริหาร “ตามอำเภอใจ” เพราะอำนาจจะตกอยู่ในมือรัฐมนตรี และยากที่ฝ่ายข้าราชการประจำจะกล้าคัดค้าน ขัดขวาง ความไม่เป็นธรรมในการกระจายงบประมาณจะกลับมาอีก ผู้บริหารในระดับล่างจะต้องกลับไปใช้วิธีประจบประแจงเจ้านายและยื้อแย่ง “เศษเนื้อติดกระดูก” กันอีก ปัญหาของประชาชนจะถูกละเลยไป
เรื่องที่หก เมื่อมีกรณีร้องเรียนการบริการจากประชาชน จะมีการใช้ “เสียงข้างมากลากไป” ตัดสินเข้าข้างผู้ให้บริการ เหมือนที่ทำมาโดยตลอดในแพทยสภา ประกันสังคม และคณะกรรมการควบคุมคุณภาพ ผลคือ ประชาชนจะถูกซ้ำเติม แทนที่จะได้รับการเยียวยา







