posttoday
ประชาธิปไตยพม่ายังอีกไกล ต้องลดอำนาจทหาร-แก้รัฐธรรมนูญ

ประชาธิปไตยพม่ายังอีกไกล ต้องลดอำนาจทหาร-แก้รัฐธรรมนูญ

03 เมษายน 2555

“นี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่” อองซานซูจี วีรสตรีนักต่อสู้เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

“นี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่” อองซานซูจี วีรสตรีนักต่อสู้เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ และแกนนำคนสำคัญของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย ประกาศท่ามกลางรอยยิ้มและเสียงโห่ร้องกึกก้องอย่างยินดีกับชัยชนะถล่มทลายในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ ที่ได้รับการยอมรับว่ายุติธรรมและโปร่งใสที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศพม่า

แม้จะเป็นข่าวดีที่พิสูจน์ให้เห็นถึงความก้าวหน้าในการดำเนินการปฏิรูปทางการเมืองการปกครองของพม่าอย่างต่อเนื่อง จนบรรดาชาติตะวันตกอย่างสหรัฐและสหภาพยุโรป (อียู) ส่งสัญญาณพึงพอใจกับความเป็นประชาธิปไตยของพม่า จนเตรียมผ่อนคลายมาตรการหรือยกเลิกนโยบายคว่ำบาตรกับพม่า

แต่นักวิเคราะห์และผู้สังเกตการณ์ต่างชาติที่เฝ้าติดตามสถานการณ์ในพม่าอย่างใกล้ชิดและยาวนานต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ยังคงเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าพม่ากำลังมาถึงจุดเปลี่ยนเพื่อก้าวสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

เพราะการปฏิรูปในพม่ายังคงมีรัฐธรรมนูญฉบับปี 2551 ซึ่งให้ความสำคัญกับอำนาจของกองทัพมาก่อนอำนาจของประชาชนเป็นชนวนระเบิดลูกใหญ่

ยิ่งเมื่อซูจีชูเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นหลักในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองต่อไปว่า รัฐบาลพลเรือนชุดแรกของพม่า ซึ่งมากกว่าครึ่งคืออดีตนายพลทหารจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร

ทั้งนี้ ปัญหาแรกของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์หนาหูมากที่สุดก็คือ การเปิดทางให้กับกองทัพเป็นเจ้าของเก้าอี้ในรัฐสภาสูงถึง 25% จากทั้งหมดที่มีอยู่ 664 ที่นั่ง แถมเป็นการเข้ามานั่งในสภาด้วยการแต่งตั้งไม่ต้องผ่านการเลือกตั้งจากประชาชนทั่วไป

วิธีการดังกล่าวส่งผลให้การลงมติผ่านร่างกฎหมาย พระราชบัญญัติ หรือข้อบังคับใดๆ ซึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบ 2 ใน 3 เสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ 75% ต้องผ่านความเห็นชอบจากทหารด้วยเช่นกัน

ประชาธิปไตยพม่ายังอีกไกล ต้องลดอำนาจทหาร-แก้รัฐธรรมนูญ

 

เรียกได้ว่า อะไรก็ตามที่จะส่งผลร้ายหรือเป็นปฏิปักษ์กับทหาร หรือเพียงแค่ฝ่ายทหารไม่เห็นด้วย ก็ไม่ต้องพูดถึงหรือคิดผลักดันให้เมื่อยต่อไปแต่อย่างใด

ประเด็นขัดขวางประชาธิปไตยพม่าประการต่อมาก็คือ การที่รัฐธรรมนูญซึ่งอยู่ภายใต้การพิจารณาดูแลอย่างใกล้ชิดของรัฐบาลเผด็จการทหารพม่าก่อนที่จะดำเนินการส่งมอบอำนาจให้กับรัฐบาลพลเรือนเมื่อปี 2553 ระบุว่า ประธานาธิบดีสามารถโอนอำนาจอธิปไตยด้านการบริหารและตุลาการแก่ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของพม่าได้ทั้งหมดในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉิน

เห็นได้ชัดเจนโดยไม่ต้องตีความว่า ภายใต้รัฐธรรมนูญปัจจุบันของพม่า ทหารยังคงเป็นใหญ่ เป็นผู้มีสิทธิพิเศษ และมีอำนาจเด็ดขาด แม้จะไม่ได้มาออกโรงอยู่เบื้องหน้าเหมือนเช่นที่เคยเป็นมาในอดีตแล้วก็ตาม

ดังนั้น รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจึงไม่ต่างกับการประกาศให้รู้ว่า เมื่อใดก็ตามที่ทหารไม่ชอบใจ ก็สามารถอ้างสถานการณ์ฉุกเฉินบีบผู้นำประเทศให้เซ็นโอนมอบอำนาจให้ทหารจัดการได้ทุกเมื่อ

หรือสรุปได้ง่ายๆ ว่า ไม่ว่าจะมองมุมไหน รัฐธรรมนูญปี 2551 ฉบับนี้ไม่ได้ทำให้ทหารพม่าสูญเสียอำนาจการควบคุมเลยแม้แต่น้อย เนื่องจากไม่ว่าจะมีการแก้ไขมาแล้วกี่ครั้งกี่รอบ รัฐธรรมนูญของพม่าทุกฉบับ ไม่ว่าจะเป็นฉบับ 2517 หรือ 2551 หรือ 2553 อำนาจของกลุ่มอำนาจเดิมหรือทหารก็ได้รับการกำหนดตายตัวไว้แล้วอย่างหนักแน่น

และการปล่อยให้ซูจีกวาด 44 ที่นั่ง ในการเลือกตั้งซ่อมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อแลกกับสิ่งที่นักวิเคราะห์เรียกว่าความเชื่อมั่นและความพึงพอใจจากชาติตะวันตก ที่จะมีผลช่วยยุติมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของประเทศพม่า ก็เป็นการแลกเปลี่ยนที่แสนจะคุ้มค่า

เพราะจำนวนเสียงที่ซูจีมีอยู่ในสภาคิดเป็น 7% เท่านั้น ขณะที่เสียงส่วนใหญ่ทั้งหมดยังคงเป็นของรัฐบาลพลเรือนที่กองทัพให้การสนับสนุน

หรือพูดให้ง่ายขึ้นก็คือ รัฐบาลพม่าได้ใจชาติตะวันตกโดยแทบจะไม่เสียอำนาจใดๆ ไปเลย

ยิ่งไปกว่านั้น อีกหนึ่งปมขัดแย้งสำคัญที่ไม่เอ่ยถึงไม่ได้ก็คือ สถานะของซูจี

ทั้งนี้ ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้ระบุไว้อย่างชัดเจน ห้ามไม่ให้ชาวพม่าที่แต่งงานกับชาวต่างชาติลงสมัครรับเลือกตั้งโดยตรง จนเป็นเหตุให้ซูจีไม่สามารถลงชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือน พ.ย. 2553 ได้

ปัญหาต่อจากนี้ก็คือ สถานะของซูจีที่ได้รับการเลือกตั้งในครั้งนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป รัฐบาลพลเรือนพม่าภายใต้ร่มเงาของทหารจะยอมแก้รัฐธรรมนูญข้อนี้เพื่อให้ซูจีก้าวเข้าไปมีบทบาททางการเมืองอย่างเต็มตัวเหมือนที่หลายฝ่ายคาดหวังไว้หรือไม่

หรือเหตุการณ์อาจกลับตาลปัตรกลายเป็นว่า การเปิดทางให้ซูจีลงแข่งขันและลิ้มรสชัยชนะในการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ จะเป็นแค่ตัวลวงเพื่อลดแรงกดดันจากบรรดานานาประเทศเพื่อแลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า การที่ความก้าวหน้าของประชาธิปไตยแบบพม่ายังคงขาดความชัดเจน ดังนั้นบรรดาชาติตะวันตกสมควรที่จะรอดูท่าทีของพม่าต่อจากนี้ไปอีกสักระยะหนึ่งก่อนตัดสินใจยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของพม่า

แต่สิ่งที่น่าวิตกยิ่งกว่านั้นก็คือ ประชาธิปไตยของพม่าที่ยังเต็มไปด้วยเงื่อนไขภายใต้กลุ่มอำนาจเดิม เพราะกลัวว่าการปฏิรูปของพม่าอาจต้องอาศัยระยะเวลาอีกหลายปีและอาจมีสิทธิสะดุดได้ทุกเมื่อ

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69