
ปรับวิธีแจ้งเตือน
สถานการณ์ความรุนแรงจังหวัดชายแดนใต้ที่หนักมากขึ้นเรื่อยๆ
สถานการณ์ความรุนแรงจังหวัดชายแดนใต้ที่หนักมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ผ่านมาจนปะทุสูงสุด ช็อกคนไทยทั้งประเทศอีกครั้ง เมื่อเกิดเหตุลอบวางระเบิดต่อเนื่อง ช่วงเกือบเที่ยงวันของวันที่ 31 มี.ค. กลางเมืองยะลาเป็นคาร์บอมบ์ 23 ลูก ระเบิดติดต่อกันที่หัวถนนกับกลางถนนรวมมิตร จ.ยะลา ผลระเบิดทำให้บ้านเรือน ร้านค้าสองข้างถนนเสียหายหนัก จากนั้นช่วงกว่าเที่ยงวันของวันเดียวกัน ได้เกิดมอเตอร์ไซค์บอมบ์ที่ จ.ปัตตานี คาดการณ์เบื้องต้นต้องการสังหารเจ้าหน้าที่ระดับสูง
ถัดจากนั้นช่วงบ่ายโมงวันที่ 31 มี.ค. ได้เกิดคาร์บอมบ์เป็นจุดที่สามของวัน ที่ลี การ์เดนส์ พลาซ่า ซึ่งเป็นทั้งศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน 12 ชั้น และโรงแรม 33 ชั้น กลางเมืองหาดใหญ่ จ.สงขลา
หลังเหตุการณ์ดังกล่าว แน่นอนรัฐบาลต้องตามไปล้อมคอก ตื่นตัวไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงซ้ำ ซึ่งหน่วยงานรักษาความปลอดภัย หน่วยงานความมั่นคง ต่างออกมาบอกว่า มีการเตือนแล้วว่ากำลังจะเกิดเหตุใหญ่ มีการสั่งให้ตรวจค้นรถต้องสงสัย สั่งให้ติดตามหารถที่โดนขโมย ซึ่งผู้ก่อเหตุรุนแรงจะนำไปใช้เป็นเครื่องมือวางระเบิด แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายไหนใส่ใจติดตามรถที่โดนขโมย
ขณะที่หน่วยงานฝ่ายบริหารในจังหวัดที่เกิดเหตุ โดยเฉพาะที่หาดใหญ่ สงขลา ออกมาบอกว่า มีการแจ้งเตือนมาเป็นระยะ แจ้งเตือนให้เฝ้าระวังเป็นประจำ เมื่อไม่เกิดเหตุความรุนแรงหลายปีต่อเนื่องกัน จึงรู้สึกว่าการแจ้งเตือนดังกล่าวเป็นเรื่องปกติ ที่จะมีการแจ้งเตือนประจำ การเฝ้าระวังเลยหละหลวม
ประกอบกับทางฝ่ายผู้ประกอบการต้องการความสะดวกในการทำธุรกิจ ไม่อยากให้มีการตรวจตรารถที่สัญจรไปมาเข้มข้นมาก เพราะทำให้การจราจรติดขัด รวมทั้งในอาคารสถานประกอบการ ก็ผ่อนปรนการตรวจสอบ ยกเลิกนำกระจกส่องใต้ท้องรถตรวจวัตถุต้องสงสัย เลิกสั่งให้รถต้องเปิดกระโปรงหลังเพื่อตรวจสอบ
ที่สำคัญคือ รัฐบาลรู้สึกว่าการระเบิดการยิงกันในพื้นที่จังวัดชายแดนใต้ เป็นเรื่องปกติที่จะเกิดขึ้นหนักบ้าง เบาบ้าง จนประมาทเกิดเหตุการณ์ใหญ่เมื่อวันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา ด้วยการแจ้งเตือนของหน่วยข่าวกรอง หน่วยงานความมั่นคง ที่เป็นการเตือนไปก่อน เพื่อหากมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นจะได้รอดตัว เพราะได้แจ้งเตือนไปแล้ว ส่งผลให้หน่วยงานที่ได้รับการเตือนให้เฝ้าระวัง รู้สึกว่าเป็นเรื่องเคยชิน และทิ้งเวลาการเตือนบ่อยๆ ผ่านไป 3-4 ปี ทุกฝ่ายเริ่มหละหลวม ก็เปิดช่องให้เกิดเหตุรุนแรงใหญ่ขึ้นอีก เวียนเป็นวัฏจักรซ้ำซากในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลจะปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปหรือไม่
จริงอยู่ฝ่ายโจมตีกับฝ่ายตั้งรับ ฝ่ายโจมตีซึ่งอยู่ในที่มืดย่อมได้เปรียบ จะลงมือเมื่อไหร่ก็ได้ ส่วนฝ่ายเฝ้าระวังต้องอดทนต้องพยายามมากกว่า ดังนั้นเพื่อไม่ให้ฝ่ายเฝ้าระวังต้องพยายามหนักเกินไป หน่วยงานแจ้งเตือน ฝ่ายข่าวกรอง ฝ่ายงานความมั่นคง รัฐบาล ควรจะปรับเปลี่ยนการเตือนภัย ไม่ให้พร่ำเพรื่อ สร้างความชินชากับผู้ตกเป็นเป้าดีหรือไม่ เพื่อให้การเตือนต่อไปจะได้มีน้ำหนักตื่นตัวให้ต้องระวังกันจริงๆ







