
ตื่นตัวป่วยฉุกเฉินมาตรฐานเดียวคนกรุงโทร.ถามสิทธิเพิ่ม3เท่า
ดีเดย์วันแรกสำหรับโครงการเจ็บป่วยฉุกเฉินมาตรฐานเดียว สำหรับประชาชนผู้ใช้สิทธิประกันสังคม
ดีเดย์วันแรกสำหรับโครงการเจ็บป่วยฉุกเฉินมาตรฐานเดียว สำหรับประชาชนผู้ใช้สิทธิประกันสังคม บัตรทอง และสวัสดิการข้าราชการ บรรยากาศยังคงเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีเหตุฉุกเฉินหรือความวุ่นวายมากนัก อย่างไรก็ตามสิ่งที่เห็นได้ชัด คือ ประชาชนให้ความสนใจโทรศัพท์มาสอบถามถึงวิธีการใช้สิทธิของตัวเองมากขึ้น
นพ.ประจักษวิช เล็บนาค รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ระบุว่า การเริ่มต้นโครงการในวันแรกเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และแสดงให้เห็นว่าคนกรุงเทพมหานคร (กทม.) ตื่นตัวกับโครงการ จากปกติที่ใน 1 วัน หรือ 24 ชั่วโมง สายด่วน 1669 ของ สพฉ. มีคนใช้บริการประมาณ 100-200 สาย แต่ตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่ 1 เม.ย. ใช้เวลาเพียง 8 ชั่วโมง ก็มีคนโทรศัพท์เข้ามากว่า 140 สาย หรือมากกว่าปกติถึง 3 เท่า โดยส่วนใหญ่เป็นการปรึกษาถึงสิทธิที่ตัวเองจะได้รับถึง 42 สาย ส่วนผู้ประสบเหตุ มีการนำส่งโรงพยาบาลในบริเวณใกล้เคียงและเบิกค่ารักษาพยาบาลไปยังสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดยไม่ต้องถามสิทธิตามระบบที่วางไว้ ทั้งนี้ยังไม่นับรวมกรณีที่คนไข้เดินทางไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลด้วยตัวเอง และเหตุเจ็บป่วยฉุกเฉินในต่างจังหวัดซึ่งอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล
นพ.ไพบูลย์ เอกแสงศรี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิภาราม กล่าวว่า วันแรกของการเริ่มต้นโครงการเจ็บป่วยฉุกเฉินมาตรฐานเดียว 3 กองทุนสุขภาพ ยังมีผู้ป่วยฉุกเฉินไม่มาก มีเพียงผู้ป่วยเด็ก 1 รายที่มีอาการหอบหืดเข้ามารักษา ซึ่งก็ได้พ่นยาหอบหืดช่วยชีวิต และได้ส่งต่อไปยังโรงพยาบาลสิรินธร ซึ่งผู้ป่วยสังกัดอยู่ ถือว่าวันแรกเป็นไปด้วยความเรียบร้อย คงต้องมองไปในระยะยาวว่ามีปัญหาอะไรหรือไม่
ขณะที่ นพ.สุวินัย บุษราคัมวงษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกล้วยน้ำไท กล่าวว่า ในวันแรกยังไม่มีผู้ป่วยฉุกเฉินเข้ามารักษามากนัก มีเพียงผู้ป่วยที่เข้ามาใช้สิทธิรักษาตามปกติเท่านั้น อย่างไรก็ตามคงต้องรอดูในช่วงกลางดึก ซึ่งมักจะมีผู้ป่วยฉุกเฉินเข้ามารักษาเพิ่มขึ้น
อีกด้านหนึ่ง พีระพงษ์ สายเชื้อ รองปลัด กทม. แสดงความเป็นห่วงที่ข้าราชการและลูกจ้างของ กทม.จะไม่ได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลฉุกเฉินฟรีทุกโรงพยาบาลตามนโยบายของรัฐบาล พร้อมทั้งเสนอแนะว่า ภายใน 3 เดือนรัฐบาลควรจะเดินหน้าในการรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และรัฐวิสาหกิจเข้าไปในระบบด้วย เพราะข้าราชการ กทม.ก็ได้รับสิทธิรักษาพยาบาลเทียบเท่าข้าราชการส่วนกลางตามอัตราของกรมบัญชีกลาง แต่กลับเข้าไม่ถึงระบบ
“การรักษาพยาบาลฉุกเฉิน ข้าราชการ กทม.สามารถเข้าโรงพยาบาลเอกชนได้ แต่ต้องเป็นกรณีฉุกเฉินที่แพทย์ระบุว่าหากไม่รักษาจะมีอันตรายถึงแก่ชีวิตเท่านั้น ซึ่งรัฐบาลควรจะแก้ไข เพราะโรงพยาบาลในสังกัด กทม.เข้าร่วมระบบ แต่ข้าราชการและลูกจ้างกลับไม่ถูกนำเข้าร่วม สะท้อนให้เห็นว่าระบบยังไม่มีความพร้อม” พีระพงษ์ กล่าว
อีกเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ระบบการรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินถูกทดสอบ คือเหตุคาร์บอมบ์ที่ จ.ยะลา และ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สั่งการให้รับตัวผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวเข้าอยู่ในเกณฑ์ฉุกเฉินด้วย แม้จะได้รับบาดเจ็บตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมาก็ตาม ซึ่งจะทำให้ผู้ได้รับบาดเจ็บดังกล่าวเข้าอยู่ในข่ายการรับบริการของ 3 กองทุนโดยทันที
ทั้งนี้ วิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข ได้กำหนดให้ผู้ป่วยในเหตุการณ์ดังกล่าวที่ไม่ได้มีอาการฉุกเฉิน สามารถเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลอื่นและใช้สิทธิรับการรักษาฉุกเฉินได้ทุกโรงพยาบาล โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย







