
ค่าจ้าง 300 รายเล็ก "ร่อแร่" แรงงานรอ "เจ็บ"
เริ่มแล้วและมีผลทันทีวันที่ 1 เม.ย. 2555 กับนโยบายปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ใน 7 จังหวัดนำร่อง
โดย...จตุพล สันตะกิจ
เริ่มแล้วและมีผลทันทีวันที่ 1 เม.ย. 2555 กับนโยบายปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ใน 7 จังหวัดนำร่อง และปรับเพิ่มค่าจ้างจังหวัดที่เหลือ 39.5% ก่อนการปรับค่าจ้าง 300 บาททั้งประเทศ วันที่ 1 ม.ค. 2556
แม้ในช่วงการประชันนโยบายของพรรคการเมืองในหลายต่อหลายเวที นโยบายค่าจ้าง 300 บาท ถูกโจมตีอย่างหนักจากพรรคการเมืองคู่แข่งว่า “ทำไม่ได้” และสร้างแรงกระเพื่อมต่อต้นทุนค่าจ้างมากไปจนผู้ประกอบการรับไม่ไหว
แต่ก็ถูกแก้เกี้ยวจากทีมเศรษฐกิจเพื่อไทยว่า ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะถูกชดเชยด้วยการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% ในปี 2555 และเหลือ 20% ในปี 2556
ท้ายที่สุดแรงงานนับล้านโถมคะแนนเสียงให้กับค่าจ้าง 300 บาท ที่ทั้ง “โดนใจ” และ “จับต้องได้”
จากวันนั้นจวบจนถึงวันนี้ วันที่นโยบายค่าจ้าง 300 บาทของรัฐบาลมีผลบังคับใช้ ก็ยังมีการถกเถียงและมีเสียงโอดครวญจากผู้ประกอบการและโรงงานต่างๆ ว่า หากจำเป็นจะปลดคนงานออกบ้าง หรือไม่ก็จะย้ายฐานการผลิตบ้าง
หัวหน้าทีมเศรษฐกิจอย่าง กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ตอกย้ำนโยบายค่าจ้าง 300 บาท ว่าเป็นหนทางที่กระตุ้นให้เอกชนและแรงงานเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในอัตราเร่ง มีการนำเข้าเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพมาใช้ในการผลิต และตัวของแรงงานเองก็ต้องเพิ่มทักษะให้สูงขึ้นเพื่อรับค่าจ้างใหม่
เมื่อการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียนมีผลบังคับใช้ในปี 2558 วันนั้นไทยไม่ต้องกลัวกับคู่แข่งหน้าไหนในอาเซียน
อีกทั้งค่าจ้าง 300 บาท ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานและคุณภาพชีวิตแรงงานให้ดีขึ้น และสนองตอบนโยบายสร้างกำลังซื้อภายในประเทศแทนที่จะพึ่งพาการส่งออกในระดับ 70% ของจีดีพี
จึงไม่มีเหตุอะไรที่สถานประกอบการจะ “รับไม่ได้” กับนโยบายที่สมประโยชน์ทั้งในระดับประเทศ ผู้ประกอบการ และตัวแรงงานเอง เพียงแต่ครั้งนี้เลือกใช้นโยบายค่าจ้างเป็น “ตัวกระตุ้น” ให้มีการเพิ่มประสิทธิภาพ
แต่เมื่อพิเคราะห์นโยบายค่าจ้าง 300 บาท เรียกว่านโยบาย “ทำก่อน แก้ทีหลัง” ก็ว่าได้ เพราะเท่าที่ตรวจสอบพบว่าไม่มีการทำแบบจำลองผลดี ผลเสีย และมาตรการรองรับผลกระทบเชิงนโยบายเลย
“รัฐบาลนี้เมื่อประกาศนโยบายแล้วทำจริง เมื่อมีจุดอ่อนก็แก้ไข ทำ 10 ถูก 7-8 ก็ถือว่าได้ทำ ไม่เหมือนกับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่ทำ 5 อย่าง ก็ต้องถูก 5 อย่าง สุดท้ายก็ไม่ได้ทำอะไรเลย” ข้าราชการระดับสูงรายหนึ่ง ระบุ
ย้อนกลับมาที่ตัวนโยบายค่าจ้าง 300 บาท จะเห็นได้ชัดเจนว่าผู้ประกอบการโรงงานจะได้รับผลกระทบทันที จากค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นในระดับ 40% จากระดับค่าจ้างเดิม
เป็นธรรมดาอยู่เองที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ฐานแน่น “เสียงดัง” ก็ออกมาโวยวายกันบ้าง เพราะค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นทำให้กำไรที่เคยได้ต้องลดลงมานั่นเอง
นั่นเพราะจากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า การปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท มีลูกจ้างที่จะได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้นมีจำนวน 5.17-6.96 ล้านคน จากลูกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน 12.98 ล้านคน
เป็นลูกจ้างรายเดือน 1.192.14 ล้านคน เป็นลูกจ้างรายวัน 3.994.82 ล้านคน หากสถานประกอบการหรือโรงงานต้องเพิ่มค่าจ้างตามนโยบายค่าจ้าง 300 บาท สถานประกอบการจะมีต้นทุนค่าจ้างเพิ่มขึ้น 6,753-11,079 ล้านบาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 6.19-10.15%
หากคิดเป็นรายปีสถานประกอบการโรงงานต้องมีค่าใช้จ่ายค่าจ้างเพิ่มขึ้นเกิน 1 แสนล้านบาท
นี่ยังไม่นับผลกระทบของการปรับค่าจ้างขั้นต่ำที่จะกระทบต่อลูกจ้างที่มีประสบการณ์มากกว่า หรือมีเงินเดือนสูงกว่า ที่ต้องได้รับการปรับค่าจ้างเพิ่มขึ้นเป็น “ลูกโซ่” หนุนส่งให้ต้นทุนค่าจ้างหลายแสนล้านบาทต่อปี
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ การปรับเพิ่มค่าตอบแทนข้าราชการที่จบปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน ท้ายที่สุดก็รัฐบาลต้องมีมาตรการเยียวยาข้าราชการที่ทำงานมาก่อน ส่งผลให้รัฐบาลต้องมีภาระงบประมาณบานปลายในที่สุด
การปรับเพิ่มค่าจ้างของเอกชนก็มีทิศทางไม่แตกต่างกัน
ขณะที่นโยบายลดอัตราภาษีนิติบุคคลไม่ใช่นโยบาย “ต่างตอบแทน” ที่จะมาชดเชยผลกระทบการเพิ่มต้นทุนค่าจ้างได้แม้แต่น้อย เพราะต้องไม่ลืมว่าบริษัทที่ได้ประโยชน์จากนโยบายลดภาษีนิติบุคคลล้วนเป็นบริษัทใหญ่
ที่หนักหนาสาหัส คือ ผู้ประกอบการรายกลาง รายเล็ก ที่ต้นทุนค่าแรงเป็นรายจ่ายที่มีสัดส่วนที่สูงในต้นทุนการผลิตสินค้า โอกาสอยู่รอดต้องเรียกว่า 50 : 50
กระทั่งวันนี้ไม่มีมาตรการหนักๆ ที่จะลดแรงกระแทกจากนโยบายค่าจ้าง 300 บาทออกมาให้เห็น
แม้มีความห่วงใยจาก ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ได้สอบถามผลกระทบนโยบายค่าจ้าง 300 บาท กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน
คำตอบที่ได้รับ คือ กระทรวงอุตสาห กรรมและกระทรวงแรงงาน มีมาตรการรับมือแล้ว คือ กระทรวงแรงงานจัดคอร์สอบรมเพิ่มทักษะฝีมือแรงงาน ส่วนกระทรวงอุตสาหกรรมมีโครงการ “แมตชิง” แรงงานตามโครงการโรงงานพี่น้อง
แต่มาตรการเหล่านี้เป็นแค่ “ยาทา”
ส่วนเทคโนแครตอย่าง “ดร.โกร่ง” วีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) บอกว่า ค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาทเหมาะสม ถึงเวลาที่ผู้ประกอบการจะต้องยอมรับ หากรายใดที่ได้รับผลกระทบและไม่สามารถปรับตัวได้ก็ให้ย้ายโรงงานไปยังเพื่อนบ้านที่มีค่าจ้างถูกกว่า
เพราะไม่เข้าใจหรือแกล้งไม่รู้ว่าโรงงานที่จะย้ายฐานไปเพื่อนบ้านล้วนเป็นรายใหญ่ และตอนนี้รายใหญ่เหล่านั้นเขามีก็มีแผนย้ายฐานกันหมดแล้ว หากเป็นรายเล็กๆ ต้องบอกดังๆ ไปถึงหู “ดร.โกร่ง” ว่า เขามีทางไปไม่มากนัก
นโยบายรัฐบาล “หมัดนี้” เล่นเอาสถานประกอบการโรงงานต่างๆ “จุก” ได้ตามๆ กัน ส่วนรายเล็กเรียกว่าอาการ “ร่อแร่”
ทว่าเมื่อมองในระยะสั้นและระยะกลาง ต้องถือว่าแรงงาน 12 ล้านคน ได้ประโยชน์เต็มๆ เพราะรายได้ที่เพิ่มขึ้น นำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
แต่เมื่อมองในระยะยาว หรือไม่เกิน 6 เดือน บอกได้เลยว่าคนที่ต้อง “เจ็บ” เป็นคนต่อมาก็คือ แรงงานนั่นเอง
เพราะธรรมชาติของการประกอบการกิจการ หากกำไรลดลง หรือประสบกับภาวะขาดทุน โปรแกรมการลดต้นทุนจะถูกนำมาใช้เพื่อ “ตัดวงจร” ขาดทุนทันที นั่นหมายถึงการลดคนงานลง บ้างถูกแทนที่ด้วย “เครื่องจักร” ที่ทันสมัย หรือถูกทดแทนด้วยแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายที่ “ไม่มีปากเสียง”
หรือไม่ตัวแรงงานอยู่ในระบบการผลิตต่อไป ต้องถูกวัดผลงานในระดับที่ “เข้มข้น”
“การผลิตสินค้าในโรงงาน เดิมเขาวัดประสิทธิภาพการผลิตเป็นชิ้นต่อรายวัน แต่เมื่อค่าจ้างปรับเพิ่มขึ้นมาตรฐานใหม่จะถูกปรับเป็นการวัดการผลิตรายชิ้นต่อชั่วโมง” นักอุตสาหกรรมรายหนึ่งให้ความเห็น
นั่นเท่ากับว่าค่าจ้าง 300 บาทต่อวัน ส่งให้ “แรงงาน” ต้องถูกรีดประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด
สอดคล้องกับ อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการ สศช. ที่ให้มุมมองว่า เมื่อมีการจ่ายค่าจ้าง 300 บาท สถานประกอบการต้องหวังผลงานเพิ่มขึ้น ซึ่งตรงนี้เองสถานประกอบการต้องไปเพิ่มทักษะฝีมือให้แรงงานเพิ่มขึ้น ซึ่งการเพิ่มทักษะฝีมือแรงงานและการลงทุนเครื่องจักรต้องทำไปพร้อมกัน
“เมื่อเรานำระบบไอทีมาใช้มากขึ้น ต่อไปก็ไม่ต้องมีเมสเซนเจอร์ การส่งข้อมูลก็ทำผ่านระบบไอที เอกชนต้องคิดว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้น จะทำให้ต้องลดคนลงหรือไม่ องค์กรก็ต้องจัดระบบใหม่ เช่น พนักงานโรงแรม ถ้าจ่ายก็ต้องทำงานหลายหน้าที่ขึ้น ต้องยิ้มมากขึ้น” อาคม ระบุ
อาคม มองผลกระทบนโยบาย “ค่าจ้าง 300 บาททันที” ว่า จะทำให้แรงงานบางส่วนต้องออกจากงาน แต่สถานการณ์ตลาดแรงงานที่ตึงตัว ขาดทั้งจำนวนคนงานและทักษะ เพราะเวลานี้คนยอมทำงานทั้งๆ ที่ไม่ตรงกับทักษะ อุตสาหกรรมที่ขาดคนก็พร้อมที่จะรับ แต่ต้องฝึกทักษะแรงงานเพิ่ม
นั่นเป็นคำถามที่ตามมาว่า มีความเป็นไปได้ที่แรงงานนับแสนคนหรือล้านคนที่ถูกออกจากโรงงาน รัฐบาลมีมาตรการรองรับผลกระทบตรงนี้หรือไม่
แต่ก็เชื่อได้ว่าสารพัดกองทุนที่มีอยู่หรือเพิ่งตั้งไข่ เช่น กองทุนหมู่บ้าน กองทุนตั้งตัว จะถูก “โปรโมต” ให้มาแบกรับหน้าที่นี้ โดยเป็นแหล่งทุนให้ “แรงงาน” จะได้หันเหไปสู่การเป็น “เจ้าของกิจการ”
เป็นโอกาสดีในการสร้างผู้ประกอบการใหม่เพิ่ม แต่ผู้ประกอบการใหม่เหล่านี้ ก็ต้องกลับเข้าสู่วงจรที่ต้องเผชิญกับต้นทุนค่าจ้างคนงานที่สูงอยู่ดี ในขณะที่สภาพการแข่งขันในตลาด “ผูกขาด” อยู่กับรายใหญ่ที่ทุนหนา มีเครือข่าย
หากไม่ผันตัวนายจ้าง แรงงานก็ต้องมุ่งกลับสู่ภาคเกษตรที่มีนโยบายรับจำนำสินค้าเกษตรรองรับอยู่ก่อนแล้ว แต่ต้องไม่ลืมว่าที่ดินที่เป็น “เครื่องมือ” ทำมาหากิน ส่วนใหญ่ตกอยู่ในมือนายทุน
การกลับเข้าสู่ภาคเกษตรหมายถึงการเช่าที่ดินและกลายเป็นแรงงานทาสติดที่ดินในที่สุด
ไม่เพียงเท่านั้น ค่าจ้างขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้นยังมีผลกระทบต่อเนื่องไปถึงราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น เพราะเมื่อต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ราคาสินค้าก็ต้องเพิ่มขึ้นย้อนกลับเป็นภาระค่าครองชีพของแรงงาน
จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะมองหาคำตอบที่จะมาตอบโจทย์ค่าจ้าง 300 บาท
เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำของประเทศ “ราบรื่น”







