อิทธิพลของภาพยนตร์ต่อสังคมโลก
...วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานมูลนิธิอมตะ
ปัจจุบันนี้วงการภาพยนตร์มีอิทธิพลต่อโลกเป็นอย่างมากจนยากแก่การประเมินออกมาเป็นตัวเลข แต่สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตได้อย่างชัดเจนอย่างหนึ่งคือนักวิเคราะห์ นักวิชาการ นักการเมือง หรือแม้แต่สามัญชนทั่วไปที่เป็นแฟนภาพยนตร์ก็อาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าภาพยนตร์มีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิด การกระทำของพวกเขามากมายแค่ไหน
ผมขอยกตัวอย่างกลุ่มประเทศที่ได้รับอิทธิพลของภาพยนตร์ เช่น สหภาพโซเวียตที่ล่มสลาย ทำให้ประเทศที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในโลกกว่า 22 ล้านตารางกิโลเมตร ได้แบ่งแยกออกเป็นหลายประเทศ ในขณะเดียวกันเหมาเจ๋อตุงก็เริ่มต้นด้วยการเลือกใช้ลัทธิมาร์กซิสม์มาพัฒนาจีนส่งผลให้ประเทศจีนกลายเป็นประเทศคอมมิวนิสต์อย่างสมบูรณ์แบบ และก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลหลังจากเปิดประเทศไม่นาน
นอกจากนี้ หลังจากสหรัฐอเมริกาพ่ายแพ้สงครามเวียดนาม ทำให้ลัทธิคอมมิวนิสต์ขยายตัวอย่างรวดเร็ว เวียดนามและประเทศในเขตอินโดจีนล้วนแล้วแต่ถูกคอมมิวนิสต์เข้ายึดครอง จนประเทศผู้นำด้านประชาธิปไตยอย่างสหรัฐอเมริกาต้องออกมายอมรับความพ่ายแพ้และถอนตัวออกจากภูมิภาคนี้ไปในที่สุด นับเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่ง มีน้อยคนนักที่จะคิดว่าสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจและมีกองกำลังทหารที่เข้มแข็งพร้อมเทคโนโลยีทางทหารที่ทันสมัยจะแพ้สงครามให้กับประเทศด้อยพัฒนาในเขตพื้นที่อินโดจีน
ในขณะเดียวกัน มีอีกสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นจนจัดได้ว่าเป็นอาวุธลับที่สหรัฐอเมริกาส่งออกมาเพื่อทำลายล้างคอมมิวนิสต์ทีละน้อยๆ นั่นคือภาพยนตร์ฮอลลีวูดและการ์ตูนของวอลท์ ดิสนีย์ เพราะภาพยนตร์เหล่านี้ช่วยชี้ให้เห็นช่องว่างข้อแตกต่างระหว่างโลกเสรีนิยมกับโลกคอมมิวนิสต์ ซึ่งมีข้อแตกต่างที่ชัดเจนจนผู้ชมตั้งข้อสงสัยว่าทำไมถึงได้มีความแตกต่างกันขนาดนี้
ประเทศคอมมิวนิสต์นั้นผู้คนจะต้องเท่าเทียมกัน กล่าวคือทุกคนต้องจนและใช้ชีวิตอยู่อย่างลำบากเหมือนกัน แต่ในขณะเดียวกันประเทศตะวันตกกลับอาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่ที่เต็มไปด้วยเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ มีสระว่ายน้ำ และมีรถหรูๆ ขับ สิ่งนี้เองที่เริ่มทำให้เกิดข้อเปรียบเทียบและกัดกร่อนคำว่า
“เสมอภาค” ของโลกคอมมิวนิสต์ให้ลดลง เพราะว่ามนุษย์ยังอยากจะกินดีอยู่ดี มีเสรีภาพทางความคิด ฯลฯเมื่อคนในโลกคอมมิวนิสต์ได้เห็นถึงสภาพความเป็นอยู่ที่ดีกว่าของคนในประเทศโลกเสรีประกอบกับเริ่มมีคนจากกลุ่มนี้ออกจากประเทศไปทำงานในประเทศโลกเสรี และส่งเงินกลับไปให้ญาติพี่น้องของตนเองใช้ แสดงให้เห็นว่าพวกเขาเริ่มมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สิ่งนี้เองเป็นจุดเริ่มทำให้โลกคอมมิวนิสต์ล่มสลาย
ผมเชื่อว่าธุรกิจภาพยนตร์ยังเป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่นำเงินตราเข้าสู่สหรัฐอเมริกา เฉพาะปี 2009 วงการภาพยนตร์อเมริกามีมูลค่า 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดทำเงินทะลุหลัก 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ คืออวตาร (Avatar) และภาพยนตร์ที่ทำรายได้เป็นอันดับสองอย่างไททานิคที่ออกฉายเมื่อ 13 ปีที่แล้วก็ทำรายได้กว่า 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐ รองลงมาคือ ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์ ที่ทำรายได้กว่า 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ ยังไม่นับรวมรายได้จากภาพยนตร์แอนิเมชันหลายต่อหลายเรื่องที่ทำรายได้ทะลุหลักพันล้านเหรียญสหรัฐ
หลายๆ คนมองว่าเศรษฐกิจอเมริกาอยู่ในภาวะขาลง แต่รายได้จากภาพยนตร์ฮอลลีวูดกลับเติบโตสวนทางกับกระแสเศรษฐกิจที่กำลังดิ่งลงเหวและอัตราตัวเลขว่างงานที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ อุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮอลลีวูดเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้อเมริกาเป็นมหาอำนาจของโลกโดยไม่ต้องทำสงครามอย่างเช่นในอดีต
“
ฮอลลีวูด” เป็นเพียงชื่อเขตในนครลอสแอง เจลิส มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เป็นสถานที่มีชื่อเสียงและมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมในฐานะที่เป็นศูนย์กลางแห่งประวัติศาสตร์ของโรงถ่ายทำภาพยนตร์ และดาราภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ดังนั้น ชื่อของฮอลลีวูดจึงมักจะถูกเรียกเป็นชื่อแทนของโรงภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกาอีกด้วย ทุกวันนี้มีอุตสาหกรรมภาพยนตร์จำนวนมากที่ได้แพร่กระจายไปรอบๆ พื้นที่ของแคลิฟอร์เนียและทางตะวันตกของนครลอสแองเจลิส แต่อุตสาห กรรมภาพยนตร์หลักๆ ที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นการตัดต่อ การใส่เทคนิคพิเศษ ผู้สนับสนุน การผลิตขั้นสุดท้าย และบริษัททางด้านแสงประกอบ ยังคงอยู่ในฮอลลีวูดโรงละครสำคัญๆ ทางประวัติศาสตร์ของ ฮอลลีวูดหลายแห่งถูกใช้เป็นสถานที่ชุมนุมและเวทีคอนเสิร์ตในงานเปิดตัวสำคัญๆ ระดับใหญ่ของโลกและยังเป็นเจ้าภาพในการประกาศรางวัลอะคาเดมีอะวอร์ดหรือรางวัลออสการ์ ฮอลลีวูดเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต้องการมาเยือน และยังเป็นที่ตั้งของถนนฮอลลีวูดวอล์กออฟเฟม (Hollywood of Fame) ที่มีชื่อเสียงอีกด้วย
จุดเริ่มต้นของฮอลลีวูดเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1853 กระท่อมอิฐหลังเล็กๆ หลังหนึ่งได้กลายมาเป็นฮอลลีวูดในทุกวันนี้ ราวปี ค.ศ. 1870 ชุมชนเกษตรกรรมได้เจริญขึ้นมาในพื้นที่แห่งนี้พร้อมๆ กับผลผลิตที่เจริญงอกงามมากในช่วงนั้น ที่มาของชื่อฮอลลีวูดที่ได้รับความเชื่อถือมากที่สุดนั้นน่าจะมาจากชื่อของต้น Tyon ท้องถิ่นหรือเรียกกันว่า
“แคลิฟอร์เนียฮอลลี่” ที่มีอย่างอุดมสมบูรณ์ปกคลุมเนินเขาในสมัยนั้นและยังออกผลเบอร์รีสีแดงกระจายอยู่ทั่วไปในช่วงหน้าหนาวของทุกปีอีกด้วย จากนั้นความเชื่อนี้และความเชื่อในเรื่องของที่มาของคำว่าฮอลลี่นี้ก็มีคนเชื่อถือมากขึ้นเรื่อยๆ และคำว่าฮอลลีวูดนี้ได้ปรากฏเป็นครั้งแรกในแผนที่ของวิลคอกซ์สำหรับการแบ่งสรร พื้นที่และปรากฏในเอกสารของบันทึกเขตปกครองของวันที่ 1 ก.พ. ค.ศ. 1887ปี ค.ศ. 1900 คณะบุคคลที่เรียกตัวเองว่า Cahuenga ได้จัดตั้งที่ทำการไปรษณีย์ หนังสือพิมพ์ โรงแรม และตลาดสองแห่งด้วยจำนวนประชากรเพียง 500 คน ซึ่งในขณะนั้นลอสแองเจลิสมีประชากรประมาณ 1 แสนคน โรงแรมฮอลลีวูดเป็นโรงแรมใหญ่โรงแรมแรกของฮอลลีวูดตั้งอยู่ใจกลางฟาร์มปศุสัตว์ เปิดให้ใช้บริการในปี ค.ศ. 1902 โดยเอช.เจ.ไวท์ลี่ย์
หลังจากนั้นในปี ค.ศ. 1904 รถบรรทุกวิ่งจากลอสแองเจลิสมายังฮอลลีวูดคันใหม่ก็เปิดให้ใช้บริการ ระบบนี้เรียกว่า Hollywood Boulevard ซึ่งช่วยร่นระยะเวลาการเดินทางไปกลับลอสแอง เจลิสได้อย่างมาก
ปี ค.ศ. 1910 ฮอลลีวูดประสบปัญหาเกี่ยวกับระบบน้ำประปา ชาวเมืองจึงโหวตให้ฮอลลีวูดถูกผนวกให้เป็นส่วนหนึ่งของนครลอสแองเจลิสเพื่อที่จะได้ใช้สาธารณูปโภคต่างๆ ของนครลอสแองเจลิส หลังจากถูกผนวกเข้ากับนครลอสแองเจลิสแล้ว ชื่อของ Prospect Avenue ก็ถูกเปลี่ยนมาเป็น Hollywood Boulevard
ในช่วงต้นปี ค.ศ. 1910 ผู้กำกับ D.W. Griffith มีโปรเจกต์ภาพยนตร์และได้เริ่มถ่ายทำภาพยนตร์ครั้งแรกในโรงถ่ายที่ว่างอยู่ ณ ใจกลางเมืองของลอสแองเจลิส จากนั้นบริษัทนี้ตัดสินใจที่จะสำรวจหาทำเลใหม่สำหรับการถ่ายทำ ซึ่งในที่สุดก็ได้มาเจอกับฮอลลีวูด ซึ่งหมู่บ้านแห่งนี้มีผู้คนที่มีอัธยาศัยดี จากนั้น D.W.Griffith ก็ได้เริ่มถ่ายทำภาพยนตร์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของฮอลลีวูดที่มีชื่อว่า
“In Old California” ซึ่งเป็นภาพยนตร์แนวเมโลดรามาชีวประวัติที่เกี่ยวกับแคลิฟอร์เนียยุคละตินเม็กซิกัน ในราวปี 1800D.W.Griffith ใช้เวลาในการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องแรกของฮอลลีวูดร่วมเดือนและสร้างผลงานภาพยนตร์ออกมาสองสามเรื่องก่อนที่จะเดินทางกลับนิวยอร์ก หลังจากนั้นบริษัทภาพยนตร์หลายแห่งก็ได้ยินชื่อเสียงของฮอลลีวูด จนในปี ค.ศ. 1913 ก็มีหลายบริษัทได้ตัดสินใจเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ในฮอลลีวูด และภาพยนตร์เรื่องยาวเรื่องแรกที่สร้างในฮอลลีวูดคือเรื่อง
“The Squaw Man” ที่กำกับโดย Cecil B. Demilleหลังจากช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ฮอลลีวูดได้กลายมาเป็นศูนย์กลางภาพยนตร์ของโลก บริษัทที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงอยู่ในฮอลลีวูดในทุกวันนี้ก็คือ William Horsley of Gower Gulchbased Nestor และ Centaur films
วันที่ 22 ม.ค. ค.ศ. 1947 สถานีโทรทัศน์พาณิชย์แห่งแรกทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำมิสซิสซิปปี คือสถานีโทรทัศน์ KTLA ได้เริ่มเปิดทำการครั้งแรกที่ฮอลลีวูด และเดือนธ.ค. ของปีเดียวกัน การถ่ายทำภาพยนตร์ฮอลลีวูดเพื่อออกอากาศทางโทรทัศน์ก็ได้ดำเนินการขึ้นเป็นครั้งแรก ชื่อว่า The Public Prosecutor และในราวปี ค.ศ. 1950 บรรดาสตูดิโอบันทึกเสียงเพลงและสำนักงานต่างๆ ก็ได้เริ่มย้ายมาอยู่ที่ฮอลลีวูด
ในช่วงต้นทศวรรษที่ 50 Hollywood Freeway ก็ได้สร้างขึ้น ทำให้การเดินทางมาสู่ฮอลลีวูดสะดวกรวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ Hollywood Walk of Fame สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1958 และชื่อของดาราคนแรกก็ถูกจารึกขึ้นในปี ค.ศ. 1960 เพื่อเป็นเกียรติยศสำหรับศิลปินที่ทำงานในวงการบันเทิง
ในเดือน มิ.ย. ค.ศ. 1999 นั้น การขยายทางรถไฟใต้ดินสายสีแดงของลอสแองเจลิสในพื้นที่ฮอลลีวูดที่รอคอยมานานก็ได้เปิดให้บริการ โดยรถไฟจะวิ่งจากใจกลางนครลอสแองเจลิสไปยังฮอลลีวูด และโรงละครโกดักก็ได้เปิดในปี ค.ศ. 2001 บริเวณที่โรงแรมฮอลลีวูดอันโด่งดังทางประวัติศาสตร์นั้นเคยตั้งอยู่ และได้กลายมาเป็นบ้านใหม่ของรางวัลออสการ์
วงการภาพยนตร์สหรัฐยังคงสร้างงานที่น่าสนใจออกสู่สายตาสาธารณชนทั่วโลก เรื่องที่น่าจับตามองต่อไปคือ เทคโนโลยีภาพแบบ 3D, อินเทอร์เน็ต หรือการชมภาพยนตร์ในบ้าน จะเปลี่ยนแปลงคนดู และฮอลลีวูดไปในทิศทางใด
ในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี ภาพยนตร์สามมิติด้วยเทคโนโลยีแบบใหม่ ที่เคยฉายอยู่จำกัดในโรงหนัง ในเมืองใหญ่ๆ เริ่มถูกกระจายไปทั่วถึงนักดูหนังมากขึ้นและในอีก 10 ปีข้างหน้า Technicolor จะพัฒนาความบันเทิงแบบสามมิติทั้งในแบบจอเล็กและจอใหญ่ เราจะได้เห็นจอภาพขนาดเล็กลงไปเรื่อยๆ แม้กระทั่งลงในมือถือ เช่นเดียวกับจอขนาดใหญ่ก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้นไปอีก สำหรับในปี 2010 เราจะเห็นหนัง 3D มาก
นอกจากกระแสฮอลลีวูดแล้วในอีกซีกโลกหนึ่งกระแสเกาหลีฟีเวอร์ก็โด่งดังไม่แพ้กันและหากกล่าวถึงเกาหลี สิ่งแรกที่นึกถึงในวันนี้ คือละคร ตามมาด้วยเพลง ภาพยนตร์ ดารานักร้อง ที่เป็นที่รู้จัก และนิยมในหมู่ผู้บริโภควัยรุ่น


