
พระเถระที่ถูกขึ้นบัญชีดำวิงวอนรัฐทำความจริงให้ปรากฏโดยเร็ว
...สมาน สุดโต
พระธรรมกิตติเมธี หนึ่งในพระสงฆ์ 18 รูปที่ฝ่ายความมั่นคงขึ้นบัญชีดำ ได้เปิดใจกับโพสต์ทูเดย์ ระหว่างนั่งเครื่องบินกลับจากการไปเป็นประธานประกอบพิธีวันมาฆบูชาโลก ที่เวฬุวันมหาวิหาร เมืองราชคฤห์ รัฐพิหาร อินเดีย ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 ก.พ.4 มี.ค. 2553 โดยท่านได้ออกตัวก่อนว่าเรื่องที่ท่านแสดงความคิดเห็นนี้เป็นความรู้สึกส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับมหาเถรสมาคม (มส.) ทั้งนี้เพราะท่านมีฐานะเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม เป็นประธานเลขานุการคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นเจ้าคณะภาค 4567 (ธ.) และผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์
nรัฐต้องชี้แจง
ท่านกล่าวว่าการที่ฝ่ายบ้านเมืองขึ้นบัญชีดำตัวท่าน (และพระเถระอื่นๆ อีก 10 รูป) ทั้งๆ ที่ท่านทำงานเพื่อพระศาสนามาตลอด ท่านให้ทางฝ่ายที่ออกรายชื่อพระมาได้มีสติ และให้คิดย้อนหลังว่า เหตุการณ์ต่างๆ ในบ้านเมือง นับวันจะทวีความรุนแรง ขัดแย้ง มีความเห็นแตกต่างไปในเรื่องต่างๆ ขอให้ผู้มีหน้าที่และผู้ที่มองพระในแง่ที่ไม่เป็นคุณแก่แผ่นดินเปลี่ยนความคิดและทัศนคติใหม่ เพราะพระส่วนใหญ่ปฏิบัติศาสนกิจ ออกเผยแผ่หลักธรรมคำสอน ตลอดถึงพระที่เป็นผู้นำชุมชนต่างๆ ต่างทำสิ่งที่เป็นคุณเป็นประโยชน์ต่อแผ่นดิน ประเทศชาติ เพื่อให้ชาติอยู่รอดปลอดภัยเสมอมา
ไม่มีพระที่ไหนจะให้แผ่นดินของเราลุกเป็นเพลิง หรือมีความขัดแย้ง พระสงฆ์ท่านรักสงบ จึงเรียกว่าสมณะหรือผู้สงบ มีความสงบทั้งกาย ทั้งวาจา อาจทำสมาธิจิตอันเป็นความสงบทางใจด้วย
ยังไม่เคยปรากฏว่ามีพระรูปไหนแสดงกิริยาอาการที่จะนำตัวเองไปผูกพันกับการเมือง เพราะการเมืองเป็นเรื่องของคนมีกิเลส พระอยู่เหนือการเมือง พ้นภาวะที่จะเข้าไปเกี่ยวข้อง พระจึงต้องสร้างความสงบสุขคือแผ่เมตตา พยายามสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้น
ถ้าคนในชาติมีความเห็นที่แตกต่างกัน ขัดแย้งกัน อย่าว่าแต่ชาวบ้านเลย พระเองก็อยู่ไม่ได้ จึงอยากจะวอนชาวพุทธทุกฝ่ายว่าเหตุที่เกิดขึ้นนั้น อาจมีความเข้าใจไม่ถูกต้อง
ถ้าเป็นเรื่องรัฐบาลอยากให้รัฐบาลทำความเข้าใจใหม่ ช่วยทำความจริงให้ปรากฏว่าที่ปรากฏรายชื่อพระในบัญชีดำนั้นเป็นมาอย่างไร เพราะอะไร อยากวิงวอนฝ่ายรัฐบาลช่วยดูแล เพราะคณะสงฆ์เองโดยเฉพาะผู้บริหารคณะสงฆ์กับฝ่ายรัฐบาล ต้องไปในแนวทางเดียวกัน ยังไม่มีสงฆ์คณะไหนเลยมีความขัดแย้งกับฝ่ายบริหารบ้านเมือง เพราะถ้าชาติเรามีความขัดแย้งกันมากยิ่งขึ้นเท่าไร เชื่อแน่ว่าความไม่ปกติสุขจะเกิดเท่านั้น จึงอยากวิงวอนฝ่ายรัฐบาลทำความเข้าใจกับประชาชนให้รู้ว่า พระทั้งหลายนั้นทำคุณประโยชน์แก่แผ่นดิน มุ่งที่จะให้สังคมสงบสุข เป็นไปด้วยความสามัคคี มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ไม่เคยเห็นพระที่ไหนอยากเห็นสังคมลุกเป็นไฟหรือมีความขัดแย้งเกิดขึ้น
เมื่อถามว่าอยากให้ชี้แจงเร็วๆ หรือไม่ ท่านบอกว่า ความขัดแย้งคุกรุ่นขึ้นเรื่อยๆ เหมือนไฟสุมขอน หากเราไม่พยายามดับให้ทันท่วงที เชื่อแน่ว่าอาจมีปัญหา เพราะคณะสงฆ์ที่มีลูกศิษย์ลูกหา และญาติโยมจะเดือดร้อนก็มี อย่างอาตมาภาพ มีญาติโยมเป็นลูกศิษย์ลูกหาไปมาหาสู่ติดต่อกับรัฐบาลตลอด แต่มีชื่อปรากฏในบัญชีดำ จึงขอเจริญพรให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่ใคร่ครวญให้รอบคอบ
ขออย่าพยายามเอาชนะกัน มีทางเดียวบ้านเมืองจะสงบสุขได้ทุกคนต้องยื่นมือ ทำสมบูรณาภาพให้เสมอเหมือนกัน ถ้าเราไม่ทำความปกติสุขให้เกิดขึ้น ถึงจะบริหารบ้านเมืองไปอย่างไร เชื่อว่าความไม่ปกติสุขจะเป็นอย่างนี้ตลอด
มาไหว้พระที่พุทธคยาได้อธิษฐานจิตให้บ้านเมืองสงบสุขหรือไม่
เมื่อมาถึงอินเดีย มาพุทธคยา ประชุมมาฆบูชาโลก ที่ราชคฤห์ พักพุทธคยาหลายวัน มีโอกาสได้บอกกับพระและญาติโยมที่มาพุทธคยาว่าให้ตั้งสติให้มั่น เพราะบ้านเมืองเราเป็นเมืองพุทธ ถ้าเรามีความเห็นความขัดแย้งกันมากเท่าไร ความไม่ปกติสุขก็จะเกิดขึ้นเท่านั้น จึงได้อธิษฐานต่อพระพุทธเมตตาและใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ขอให้บ้านเมืองของเรา ประเทศไทยของเรา มีความสงบสุข
ส่วนเหตุที่มีความเห็นไม่ตรงกันเล็กๆ น้อยๆ ก็ขอให้ยอมกัน ขอให้หันหน้ามาพูดกัน ไม่มีทางใดดีกว่าการหันหน้าพูดคุยกัน ทุกคนต้องยอมเสียสละความรู้สึกไม่ดีเล็กๆ น้อยๆ แล้วหันมาคุยกัน ก็จะพูดกันรู้เรื่อง
แต่ถ้าดึงดันไม่หันมาพูดกัน เชื่อแน่ว่าความไม่เข้าใจจะเกิดมากขึ้น เหมือนเพาะเชื้อโรค เมื่อเชื้อโรค หรือไวรัสลามไปมากๆ มันก็จะลุกลาม เช่นพระที่ถูกขึ้นบัญชีเชื่อแน่ว่าพระทุกองค์มีญาติโยมเป็นจำนวนมาก ถ้าเขารู้ว่าครูบาอาจารย์ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย อยู่ปกติ ปฏิบัติ เผยแผ่หลักคำสอน ทำความเจริญให้วัดและพระศาสนาตลอดถึงชุมชนต่างๆ เป็นปกติ ทำไมมีบัญชีรายชื่อที่ไม่เห็นด้วยกับฝ่ายบ้านเมือง ก็ย่อมเสียความรู้สึก จึงขอให้ทางฝ่ายรัฐบาลได้ชี้แจงให้กับประชาชนให้ถูกต้องชัดเจน ความรู้สึกที่ดีจะกลับมาก็ได้
nให้คนไทยมีสติ
เมื่อกราบเรียนเรียนถามว่า ช่วงวิกฤตเช่นนี้ ชาวไทยชาวพุทธ ควรยึดธรรมะข้อไหนแก้ปัญหา พระธรรมกิตติเมธี บอกว่า ต้องมีสติ ความรู้สึกรู้ตัวว่าเดี๋ยวนี้เราทำหน้าที่ของเราถูกหรือไม่ ใครมีหน้าที่อย่างไร ต้องทำหน้าที่ของตน ทางที่ดีที่สุดคือ อย่าพยายามเอาชนะคะคาน อย่าเอาทิฐิมานะตลอดถึงความโกรธในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มาบวก คือ ถ้ามันเพาะเชื้อกิเลสหลายๆ ตัว แล้วมารวมกันเข้าจะเป็นเชื้อร้ายที่แพร่ขยายไปได้เร็ว เพราะมนุษย์เรามันก็ต้องรักพวกรักเพื่อนฝูง ตลอดถึงรักสถาบัน เมื่อคณะสงฆ์ถูกมองในทางไม่ดี ต้องทำความเข้าใจให้เกิดขึ้นว่า ทำไมเกิดมาสงสัยพระ ร้อยวันพันปีไม่เคยสงสัยมาก่อน ไม่มีงานอื่นจะทำแล้วหรือ
nมาฆบูชาโลก
ทำไมมาอินเดียช่วงนี้ พระธรรมกิตติเมธีบอกว่าได้รับนิมนต์มาเป็นประธานวันฉลองมาฆบูชาโลกโดยท่านอารยะวังโส นิมนต์มาประมาณ 2 เดือนแล้ว
แท้จริงเขาตั้งใจนิมนต์กรรมการมาหลายรูปให้มาร่วมงานนี้ แต่พอดีเป็นวันมาฆบูชา พระสงฆ์ในประเทศไทยจำเป็นต้องอยู่วัดของท่าน วันใกล้ที่จะเดินทางมา พระเถระติดภารกิจดังกล่าวแล้ว อาตมาภาพเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่มาร่วมพิธีสำคัญนี้ ทั้งนี้เพราะท่านอารยะวังโสมีจิตศรัทธาแรงกล้าในการรวมชาวพุทธ และจะรื้อฟื้นให้มีวัดในเวฬุวันมหาวิหารเดิม ซึ่งรัฐบาลอินเดียได้แบ่งที่ส่วนหนึ่งให้สร้างเป็นวัดขึ้นมา
ดังนั้น การมาอินเดียไม่ใช่หนี ขณะที่อยู่ในอินเดียมีผู้โทร.มาหลายรายด้วยความเป็นห่วงและถามว่าหนีมาหรือ จึงบอกไปว่ารับนิมนต์มานาน ก่อนที่จะเกิดเรื่องนี้อีก
เมื่อมาอินเดีย เป็นโอกาสดีได้อธิษฐานจิต ขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตลอดถึงบรมวงศานุวงศ์มีพระพลานามัยสมบูรณ์ และให้ประชาชนในชาติมีความเข้าใจ เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
ได้ตั้งใจอธิษฐานที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์เพื่อให้เหตุการณ์ร้ายๆ กลายไปในทางที่ดี ถ้าเรามีการคุยกัน พบปะกัน
nทางออกจากวิกฤต
ท่านเจ้าคุณในฐานะพระเถระผู้ใหญ่ได้ชี้ทางออกของชาติขณะนี้ว่า คนไทยต้องอดกลั้น อดทน และอดออม ถนอมความรู้สึกดีๆ ของชาวพุทธ จะนึกจะคิดอย่างไรก็แล้วแต่ อย่าเอาการเมืองมาเกี่ยวข้อง เพราะการเมืองเป็นเรื่องกิเลสตัณหา มีความทะยานอยาก มีความแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น เอาชนะคะคานกัน
ท่านบอกว่าเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ มีศูนย์รวมจิตใจคือองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถ้าคิดว่าเรามีพ่อของแผ่นดิน มีแม่ของแผ่นดิน มีพระพุทธศาสนาซึ่งคนไทย 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ยึดเป็นที่พึ่ง ให้คิดว่าเมื่อก่อนทำไมเราอยู่กันด้วยความปกติสุข แต่มีเหตุเล็กน้อย ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหญ่คือเรียกร้องประชาธิปไตย เรากลับเอาเป็นเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกัน ทำให้ชาติบ้านเมืองถูกตำหนิติเตียนไปทั่วโลกว่าประเทศไทยไม่ปกติสุข จึงอยากให้คนไทยมีสติให้มาก เพราะสติมาปัญญาเกิด สติเตลิดจะเกิดปัญหา และข้อสำคัญอย่าประมาท ถ้าเราประมาทชาติบ้านเมืองอาจพบกับทางตัน
พร้อมกันนั้นท่านสื่อถึงพระสงฆ์ทั่วๆ ไปว่า อย่าเติมเชื้อให้เกิดความแตกแยกในสังคม เมื่อเทศน์ก็ควรเทศน์ให้ลดความเป็นเขาเป็นเราลง อย่าให้มีอัตตาสูง เมื่ออัตตาสูงก็อยากเอาชนะกัน ต้องลดอัตตาให้ได้ โดยคิดว่าอีกไม่นาน ไม่ถึงร้อยปีก็ตายแล้ว เมื่อเราตายไปแล้ว ชาติบ้านเมืองต้องอยู่ จึงต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้ชาติบ้านเมืองสงบร่มเย็นต่อไป







