
ชำแหละเส้นทางธุรกิจ'ซูโดอีเฟดรีน'
ยาแก้ไข้หวัดหลากหลายยี่ห้อตามร้านขายยาทั่วไป ส่วนใหญ่มีส่วนผสมของสารตั้งต้นยาเสพติดที่สามารถนำมาผลิตเป็น
โดย...นิติพันธุ์ สุขอรุณ
ยาแก้ไข้หวัดหลากหลายยี่ห้อตามร้านขายยาทั่วไป ส่วนใหญ่มีส่วนผสมของสารตั้งต้นยาเสพติดที่สามารถนำมาผลิตเป็น ยาบ้า-ยาไอซ์ ได้จำนวนมาก สารตั้งต้นชนิดนี้มีชื่อว่า“ซูโดอีเฟดรีน”ออกฤทธิ์แก้อาการคัดจมูกได้ แต่ในทางกลับกันสารชนิดนี้ถือเป็นยาเสพติดให้โทษ จึงเป็นที่มาสู่การทุจริตยาแก้หวัดในโรงพยาบาล เชื่อมโยงถึงขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติที่บงการอยู่เบื้องหลัง
ปริมาณของสารซูโดอีเฟดรีนในยาแก้หวัด 1 เม็ด สามารถสกัดออกมาทำเป็นยาบ้าได้2 เม็ด นั่นหมายความว่าเมื่อสกัดสารชนิดนี้ออกมาทำเป็นยาเสพติดได้จะสร้างกำไรมหาศาลให้แก่เจ้าพ่อค้ายา ดังนั้นขบวนการค้ายาเสพติดจึงสบโอกาสสร้างเครือข่ายรวบรวมยาแก้หวัดให้ได้จำนวนมาก ก่อนส่งไปยังแหล่งสกัดทั้งในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน จากนั้นนำกลับมาสร้างหายนะแก่สังคมไทย
ทว่าการรวบรวมยาแก้หวัดจากร้านขายยาทั่วไปไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากร้านขายยาแต่ละแห่งจำหน่ายได้ไม่เกิน 5,000 เม็ด ไม่เพียงพอกับออร์เดอร์ที่พ่อค้ายาเสพติดต้องการ ฉะนั้นเป้าหมายหลักจึงมุ่งไปที่โรงพยาบาลของรัฐ เอกชน รวมไปถึงคลินิก ที่มียอดสั่งซื้อเป็นจำนวนมาก
ปมจุดนี้เป็นช่องให้ขบวนการค้ายาข้ามชาติสร้าง“คนกลาง”ไปติดต่อกับเภสัชกรตามโรงพยาบาลต่างๆ ชักจูงให้ทุจริตปลอมแปลงเอกสารเบิกจ่ายยา แล้วลักลอบนำยาแก้หวัดออกมาจากห้องเก็บยาของโรงพยาบาลหลายต่อหลายแห่งนำมารวมกัน ก่อนที่จะสูญหายอย่างไร้ร่องรอยตั้งแต่ปี 2551-2555 แล้ว จำนวนกว่า 48 ล้านเม็ด
พ.ต.ท.พงษ์อินทร์ อินทรขาวผู้บัญชาการสำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เจ้าของสำนวนสืบสวน เปิดเผยว่า ดีเอสไอได้รับแจ้งเตือนจากคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดระหว่างประเทศ (International Narcotics Control Board –INCB) เนื่องจากประเทศไทยร่วมเป็นภาคีอยู่ด้วย และได้รับข้อมูลรูปแบบขบวนการรวบรวมยาแก้หวัดมาตั้งแต่ปี 2546-2548 โดยรูปแบบนี้เกิดขึ้นในประเทศจีนและไต้หวัน จากนั้นไม่นานมีการจับกุมการลักลอบขนยาแก้หวัดซุกซ่อนภายในเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้านที่ จ.ภูเก็ต ขณะเตรียมขนส่งไปยังประเทศออสเตรเลีย
จำนวนยาแก้หวัดที่สามารถจับกุมได้มีปริมาณสูงขึ้นจนน่าตกใจ ผู้บัญชาการสำนักคดีความมั่นคง อธิบายว่า การจับกุมเริ่มจากปี 2551 เมื่อจับกุมขบวนการกว้านซื้อยาได้7 แสนเม็ด ส่วนปี 2552 จับกุมได้ 1.9 ล้านเม็ด มีการเปลี่ยนรูปแบบมาใช้ประเทศไทยเป็นเส้นทางผ่านส่งต่ออีกทอดหนึ่ง และขยายวงกว้างมากขึ้นจนสามารถจับกุมได้อีกครั้งจำนวนถึง 3 ล้านเม็ด
กระนั้นในวันที่ 18 ก.พ. 2555 พบกล่องยาแก้หวัดจำนวนมากถูกแกะกล่องนำเม็ดยาออกไปหมด ทิ้งไว้เพียงซากซอง-กล่องเกลื่อนกลาดอยู่ภายในบ้านร้างที่ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่เก็บรวบรวมหลักฐานในที่เกิดเหตุพบใบสั่งจ่ายยาจากโรงพยาบาลทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งรับยามาจากโรงพยาบาลอุดรธานี โชคดีที่ข้างกล่องยาระบุ“ล็อตนัมเบอร์”ซึ่งสามารถสืบหาที่มาของโรงงานผลิต วันที่ผลิต และจำนวนได้ไม่ยาก ทำให้การสืบสวนคดีทุจริตยาโรงพยาบาลเริ่มเปิดปฐมบทจากจุดนี้เมื่อตรวจสอบเอกสารการเบิกจ่ายยาของโรงพยาบาลอุดรธานี พบความผิดปกติชัดเจนในจำนวนยาที่ขอเบิกจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ยาแก้หวัดจำนวน 7.2 ล้านเม็ด หายสาบสูญไปไม่ตรงกับเอกสารขอเบิกจ่ายตามจริง
ไม่เพียงเท่านั้น ยังพบความเชื่อมโยงอีกหลายโรงพยาบาลด้วยกัน อาทิ โรงพยาบาลดอยหล่อ โรงพยาบาลฮอด จ.เชียงใหม่ โรงพยาบาลกมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ โรงพยาบาลภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ รวมทั้งสิ้นมีโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้องถึง 13 แห่ง จากทั้งหมด 22 โรงพยาบาลทั่วประเทศที่เข้าข่ายต้องสงสัย เนื่องจากมีตัวเลขขอเบิกจ่ายยาสูงผิดสังเกต
ดีเอสไอ ตั้งข้อสงสัยในขบวนการทุจริตครั้งนี้ ใครเป็นคนกลาง มีเครือข่ายกระจายอยู่ที่ใด ขั้นตอนกระบวนการทุจริตเป็นอย่างไร
และใครเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลัง?
ข้อมูลจากโต๊ะสืบสวน พบว่า พฤติกรรมของขบวนการทุจริตเกิดขึ้นจากการนำยาแก้หวัดออกจากคลังยาของกระทรวงสาธารณสุข โดยมีวิธี 3 รูปแบบ คือ1.ทุจริตจากห้องเก็บยาเริ่มจากผู้อำนวยการโรงพยาบาลเซ็นอนุมัติขอเบิกยาจากคลังของกระทรวงสาธารณสุข จากนั้นยาแก้หวัดจะถูกส่งเข้าคลังยาของโรงพยาบาล โดยมีเภสัชกรเป็นผู้จัดทำบัญชีรายการจำนวนยาแก้หวัดที่เบิกเข้ามาใหม่ หรือเรียกว่า สต๊อกการ์ด
จุดบกพร่องอยู่ที่การทำสต๊อกการ์ดเป็นเท็จ แล้วดึงยาแก้หวัดออกจากระบบ โดยทำทีว่าเบิกจ่ายยาออกไปให้กับโรงพยาบาลอื่นๆ ที่ขอเบิกเอาไปใช้ แต่สุดท้ายยาแก้หวัดเหล่านี้ถูกนำไปให้คนกลาง ส่วนเงินก็เข้ากระเป๋าของเภสัชกรเม็ดละ 1.30 บาท สูญหายไป 7.2 ล้านเม็ด รูปแบบเช่นนี้เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลอุดรธานี
รูปแบบที่2.ทุจริตจากการสั่งซื้อคือ ไม่มียาแก้หวัดเข้าสู่ระบบคลังยาของโรงพยาบาล เนื่องจากเภสัชกรที่ทุจริตอาศัยหนังสือสั่งซื้อของโรงพยาบาลไปยื่นให้โรงงานผลิต โดยมีคนกลางออกเงินให้ และเมื่อโรงงานผลิตยาออกมาแล้ว แทนที่ตัวยาแก้หวัดจะเข้ามาที่คลังยาของโรงพยาบาล กลับถูกนำไปให้คนกลางที่มารอรับ ส่งต่อแหล่งสกัดสารซูโดอีเฟดรีน
รูปแบบที่3.ทุจริตซับซ้อนคือการนำรูปแบบที่ 1-2 มารวมกัน ขั้นตอนอาจซับซ้อน แต่กลับทิ้งหลักฐานให้แกะรอยไว้มาก
ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น เภสัชกรจะได้เงินค่าตอบแทนเฉลี่ยเม็ดละ 80 สตางค์ ส่วนคนกลางจะได้เงินส่วนต่างเม็ดละ 2.20 บาท จากยาแก้หวัดที่หายไปแล้วกว่า 48 ล้านเม็ด
แม้กระทั่งคลินิกรักษาโรคทั่วไปก็เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากคลินิกจับผิดสังเกตได้ง่าย ด้วยข้อจำกัดที่ไม่สามารถจำหน่ายยาแก้หวัดจำนวนมากๆตาม พ.ร.บ.วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท
เมื่อได้ข้อมูลชัดเจนแล้ว ทีมสืบสวนถูกส่งลงพื้นที่เพื่อติดตามหาผู้ต้องสงสัยที่หลบหนีไปก่อนหน้านี้คือ“อุดร การสมพรต”และ “สมชัย รักยอดยิ่ง”ที่มีชื่อเป็นผู้เช่าบ้านเลขที่ 111/1 หมู่ 2 ต.สันกลาง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ภายหลังตรวจพบกล่องยาจำนวนมากถูกทิ้งไว้ภายในบ้าน
“ทั้งสองคนติดต่อกับเภสัชกรของโรงพยาบาลหลายแห่งและติดต่อกับเอเยนต์ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางรวบรวมยาแก้หวัดจากโรงพยาบาลทองเสนขันไปรวบรวมที่บ้านเช่า ถ้าหากได้ตัว อุดร และ สมชัย เชื่อว่าจะเป็นกุญแจสำคัญในการขยายผลไปถึงเส้นทางการส่งต่อยาแก้หวัดสูตรซูโดอีเฟดรีนให้กลุ่มผลิตยาเสพติดได้”พ.ต.ท.พงษ์อินทร์ กล่าว
บุคคลทั้งสองนี้ เป็นกุญแจที่จะไขคดีให้กระจ่างว่ามีเภสัชกรหรือผู้บริหารคนใดเข้ามาพัวพันในการทุจริตครั้งนี้ และอาจสาวลึกไปถึงขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติที่อยู่เบื้องหลังได้
ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า ขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติเป็นผู้กำหนดปริมาณที่ต้องผลิตยาเสพติดให้ได้ในแต่ละปี จากนั้นจะใช้คนกลางหลายคนรับช่วงต่อในการรวบรวมยาแก้หวัดให้ได้ปริมาณตามเป้าที่ตั้งไว้ เมื่อรวบรวมได้มากพอ จะส่งออกชายแดนทันที แต่หลักฐานในส่วนนี้ยังไปไม่ถึง
“จะให้ความเป็นธรรมกับเภสัชกรที่สามารถให้ข้อมูลซัดทอดถึงตัวใหญ่ระดับผู้อำนวยการโรงพยาบาลหรือคนสั่งการที่สูงกว่าตัวเองขึ้นไปได้ จะไม่ดำเนินคดีแม้มีส่วนผิด เรื่องนี้ดีเอสไอตั้งสมมติฐานว่าผู้อำนวยการโรงพยาบาลต้องมีความรับผิดชอบ ถือว่ารู้เห็นด้วย แต่ถ้าพิสูจน์ได้ว่าได้ทำระบบป้องกันการทุจริตไว้อย่างดีแล้ว จะถือว่าพ้นข้อกล่าวหา”ธาริต ระบุ
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการคดีพิเศษที่มีร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุงรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิจารณารับคดีนี้เป็นคดีพิเศษ ทำให้แนวทางการสืบสวนสามารถใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.สอบสวนคดีพิเศษ ได้เต็มรูปแบบ ทั้งในการสนธิกำลังร่วมกับสำนักงานอัยการสูงสุด เจ้าหน้าที่รัฐจากกระทรวงสาธารณสุข อย. สำนักงานพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ พร้อมใช้มาตรการตรวจสอบกระแสการเงิน การใช้โทรศัพท์ การใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์สายลับ การแฝงตัว การพรางตัว ยุทธวิธีทุกรูปแบบ โดยจะมีการประชุมใหญ่สนธิกำลังในวันที่ 2 เม.ย.นี้
ขณะที่ความเคลื่อนไหวทางฝั่งของกระทรวงสาธารณสุขวิทยา บุรณศิริรมว.สาธารณสุข เปิดเผยข้อมูลว่า ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ตรวจสอบแล้ว เชื่อได้ว่ามีข้าราชการเภสัชกร 7 คน เกี่ยวข้องกับการทุจริต ผิดวินัยร้ายแรง โทษถึงขั้นไล่ออกจากราชการ โดยมีคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือนของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (อ.ก.พ.สป.) ตรวจสอบเภสัชกรทั้ง 7 คน อยู่ในขณะนี้
นพ.ไพจิตร์ วราชิตปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยความคืบหน้าล่าสุดพบความผิดปกติในโรงพยาบาลอีก 3 แห่งคือ โรงพยาบาลสันทราย จ.เชียงใหม่ โรงพยาบาลเสริมงาม จ.ลำปาง และโรงพยาบาลหนองกี่ จ.บุรีรัมย์ พบความผิดปกติในบัญชีเบิกจ่ายและการสั่งซื้อยาของโรงพยาบาลกับรายงานของ อย. และบริษัทยาแจ้งข้อมูลไว้ไม่ตรงกัน
ด้านหนึ่ง ความคลาดเคลื่อนของตัวเลขเบิกจ่ายยาจำนวนมากเกิดขึ้นจากความสับสนของโรงพยาบาล เช่น กรณีโรงพยาบาลนวมินทร์ 9 ย่านมีนบุรี มีการแจ้งยอดการจัดซื้อไม่ตรงกับบริษัทยาที่ส่งมาให้
ยุทธภูมิ มีประดิษฐ์ผู้ช่วยฝ่ายบริหารโรงพยาบาลนวมินทร์ 9 ดูแลด้านการจัดชื้อ ชี้แจงว่า ได้ทำหนังสือถึง อย.แล้ว โดยยอมรับว่าตัวเลขเบิกจ่ายคลาดเคลื่อนจริง แต่เกิดจากการจัดซื้อของบริษัท โอสถ อินเตอร์ แลบบอราทอรี่ส์ ที่รับจัดซื้อยาให้โรงพยาบาลนวมินทร์ 9 ได้นำยอดจัดซื้อยาของโรงพยาบาลนวมินทร์ 1 จำนวน 3 หมื่นเม็ด มารวมกับโรงพยาบาลนวมินทร์ 9 ที่มียอดสั่งจำนวน 3.5 หมื่นเม็ด กลายเป็นว่าโรงพยาบาลนวมินทร์ 9 แจ้งเบิกยาจำนวนถึง 6.5 หมื่นเม็ด
นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรีเลขาธิการ อย.กล่าวว่า ขณะนี้คณะกรรมการกฤษฎีกามีหนังสือตอบกลับมาตามที่ อย.ได้ส่งเรื่องพิจารณาปรับระดับให้ยาสูตรซูโดอีเฟดรีน เป็นกลุ่มยาออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภทที่ 2 ตาม พ.ร.บ.วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 โดยต้องมีการรายงานการใช้ การทำบัญชีต่างๆ ซึ่งจะเข้มงวดยิ่งขึ้น โดยห้ามนำเข้าเด็ดขาด มีเพียง อย.นำเข้าได้เท่านั้น







