
ปรองดองต้องใช้สภา
การเดินหน้าสร้างความปรองดองของรัฐบาลในเวลานี้ “สุรนันทน์ เวชชาชีวะ” บอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่นถึงคำว่า
การเดินหน้าสร้างความปรองดองของรัฐบาลในเวลานี้ “สุรนันทน์ เวชชาชีวะ” บอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่นถึงคำว่า
ปรองดอง ของรัฐบาล คือทุกคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ต้องได้รับความเป็นธรรม ไม่ใช่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คนเดียว เสื้อแดง เสื้อเหลือง หรือใครก็ตามที่มีความรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นหน้าที่รัฐบาลจะทำอย่างไรให้กระบวนการยุติธรรมโปร่งใสเป็นธรรม แล้วทุกคนเข้าสู่กระบวนการนั้น
สุรนันทน์ อธิบายว่า การปรองดองคือการเข้าสู่กติกาประชาธิปไตย ยอมรับในระบอบประชาธิปไตย ยอมรับผลการเลือกตั้งไม่ว่าจะออกมาอย่างไรก็อยู่กันได้แล้วในสังคม เมื่อไปสู่เรื่องละเอียดอ่อนเชื่อว่าจะต้องมีอะไรที่ตกลงกันได้ เพราะการเจรจาเป็นอย่างนี้ทั่วโลก ทั้งในและต่างประเทศ เช่น แอฟริกาใต้ ใช้เวลากี่ปีกว่าจะตกลงกันให้ เนลสัน แมนเดลา ลงเลือกตั้ง หรือ พม่า ตกลงให้ อองซานซูจี ลงเลือกตั้งได้ ถึงตกลงกันได้ก็ยังไม่จบ ต้องมีกระบวนการค่อยๆ ว่ากัน
สำหรับหลักการที่นายกรัฐมนตรี บอกว่า ให้เข้าสู่เวทีสภานั้น เห็นด้วย ไม่ใช่เฉพาะคณะกรรมาธิการปรองดอง หรือเฉพาะผลการศึกษาของสถาบันพระปกเกล้าอย่างเดียว การเข้าสู่เวทีสภาเนื่องจากสภาเป็นผู้แทนราษฎรทั้งหมด น่าจะเป็นเวทีที่ดีที่สุดในการระดมความคิดเห็นที่หลากหลายเข้ามา แต่ไม่ใช่เวทีบนท้องถนน
“ถ้าเวทีสภาไม่เป็นที่พึ่ง ทุกคนก็จะเทกลับไปถนนหมด เราต้องช่วยกัน ฝ่ายค้านก็ต้องช่วย จะปฏิเสธเวทีสภาไม่ได้ เพราะพรรคประชาธิปัตย์พูดมาตลอดว่าประชาธิปไตยแบบรัฐสภาสนับสนุนระบบนี้ ตอนคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ ก็บอกว่ารัฐสภาเลือกมา วันนี้ต้องกลับมาสู่สภา คนที่เป็นนักการเมืองต้องให้การถกเถียงกลับมาสภา และถ้าถกเถียงในสภามีความเห็นที่หลากหลาย ผมก็ไม่เชื่อว่าทุกอย่างจะตกลงกันได้ สมมติมี 10 ข้อ ตกลงกันได้ข้อเดียว ก็ถือเป็นก้าวแรก”
สุรนันทน์ ยกตัวอย่างว่า กระบวนการคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) คนบางกลุ่มบอกว่า คตส.ไม่เป็นธรรมเพราะมาจากรัฐประหาร แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่ถูก คตส.กล่าวหาว่าผิด จะหลุด มันก็ยังมีกระบวนการยุติธรรมปกติ ถ้าเข้าสู่กระบวนการศาล ก็ฟ้องร้องกันไป ให้มีการสืบพยานมาพิสูจน์ ก็อาจจะต้องคุยกันในลักษณะนี้ แต่อาจจะไม่ได้ข้อสรุปข้ามคืน ต้องถกเถียงกันไป
อย่างไรก็ตาม นักการเมืองฝ่ายค้านต้องฟังมากกว่าพูด แล้วค่อยมาถกเถียงกันด้วยเหตุผล อย่าใช้วาทะทางการเมือง ก็จะเห็นว่าเหตุผลอันไหนตรงกัน ถ้าถามว่าเมื่อ 23 ปีที่แล้ว พูดเรื่องปรองดอง เหลืองกับแดง วันนี้เชื่อว่าสังคมขอให้ปรองดอง อย่างน้อยตกลงกันได้ คือ ต้องปรองดอง ไม่ใช่มาทะเลาะ ไม่ใช่สงครามกลางเมือง เมื่อ 34 ปีก่อน มีคนพูดเรื่องนี้ แต่วันนี้เชื่อว่าสังคมส่วนใหญ่อยากปรองดอง ฉะนั้นเป็นจุดเริ่มต้นจุดแรก
ทั้งนี้ ยอมรับว่าหลายภาคส่วนมองว่าคุณทักษิณเป็นเงื่อนไขจนเกิดปัญหาชาติ ทำให้พรรคประชาธิปัตย์แพ้เลือกตั้ง ซึ่งต้องยอมรับในหลักการประชาธิปไตย ถามว่าประเทศใดในโลกนี้ยอมปรองดองขนาดนี้ วันนี้เพื่อไทยชนะท่วมท้น น้องสาวคุณทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี คุณทักษิณยังกลับบ้านไม่ได้เลย ถ้าเป็นประเทศอื่นบินกลับมาตั้งแต่วันแรก
“วันนี้ต้องยอมรับว่าคุณทักษิณต้องการเห็นความสงบสันติในบ้านเมือง แน่นอนทุกคนอยากกลับบ้าน ผมในฐานะที่รู้จักคุณทักษิณเป็นการส่วนตัวมา 10 ปี ก็อยากให้กลับมาอยู่บ้าน อยากให้มาเที่ยวเล่นที่ท่านชอบได้ ส่วนเรื่องการเมืองเป็นเรื่องของท่านที่ต้องตัดสินใจ คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักท่านไม่อยากให้กลับ และที่มีข่าวว่าคนในพรรคไม่อยากให้กลับ ก็ถือว่าใจดำกันเกินไป แต่จะกลับเมื่อไหร่ จังหวะทางการเมืองที่เหมาะสม เชื่อว่าคนเป็นอดีตนายกฯ อย่างคุณทักษิณ ย่อมรู้ว่าต้องทำอะไร”
โฆษกประจำตัวนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า หลายประเทศให้ความเห็นต่อกระบวนการยุติธรรมในการตัดสินคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่ามันไม่ใช่กระบวนการยุติธรรมปกติ เพราะฉะนั้นทำอย่างไรให้กระบวนการนี้เป็นธรรม ซึ่งจริงๆ แล้วรัฐบาลทำได้
“สมมติว่าคุณยิ่งลักษณ์บอกว่า ฉันมีอำนาจ กระทรวงยุติธรรมอยู่กับฉัน และกระบวนการยุติธรรมเป็นอย่างนี้ คุณทักษิณกลับมาไม่ต้องติดคุกก็ทำได้ แต่ไม่ทำ เพราะคุณยิ่งลักษณ์ บอกว่า ไม่ได้ ถ้าทำคนจะบอกว่าช่วยพี่ชาย ขัดแย้งผลประโยชน์ ก็ส่งให้สภาไปจัดการ แต่ถ้ายังถกเถียงกันอยู่ ก็เชื่อว่าคุณทักษิณก็ยังไม่กลับ แต่ถ้ากระบวนการยุติธรรมลงตัว และคุณทักษิณยอมรับว่า โอเค พร้อมต่อสู้” สุรนันทน์ กล่าวทิ้งท้าย







