
ดีเดย์ค่าจ้าง 300 อาฟเตอร์ช็อกเศรษฐกิจไทย
1เม.ย. คือวันเริ่มต้นการบังคับใช้ค่าจ้างขั้นต่ำอัตราใหม่ตามนโยบายรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ซึ่งมี 7 จังหวัด
1เม.ย. คือวันเริ่มต้นการบังคับใช้ค่าจ้างขั้นต่ำอัตราใหม่ตามนโยบายรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ซึ่งมี 7 จังหวัด
ที่จะได้ปรับเพิ่มค่าจ้างเป็นวันละ 300 บาท อาทิ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ปทุมธานี สมุทรสาคร นนทบุรี นครปฐม และภูเก็ต ส่วนจังหวัดอื่นๆ จะทยอยปรับเพิ่มเฉลี่ย 40% โดยมีของจริง 300 บาทเต็มในวันที่ 1 ม.ค. 2556
แน่นอนว่า ผลกระทบที่ตามมาย่อมมีทั้งด้านบวกและลบ มีทั้งคนได้และคนเสีย
แต่อาฟเตอร์ช็อกที่จะเกิดขึ้นหลังจากปรับค่าจ้าง 300 บาท ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ยอมรับว่า ในระยะสั้นภาคอุตสาหกรรมต้องมีการปรับตัวเรื่องการนำเครื่องจักรมาใช้เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดการให้ทำงานล่วงเวลาหรือลดชั่วโมงการทำงาน แต่จะยังไม่เห็นแนวโน้มการปลดแรงงาน เพราะต้องทดลองปรับตัวในรูปแบบต่างๆ ก่อน
“เมื่อผ่านไป 6 เดือน จะเริ่มเห็นผลกระทบที่ชัดเจนขึ้น ถ้าผู้ประกอบการไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ ก็ต้องมีการปรับขึ้นราคาสินค้า” ธนิต กล่าว
ขณะที่ระยะยาว กลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพสูงจะออกไปลงทุนต่างประเทศเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน ส่วนรายที่รับไม่ไหวอาจถึงขั้นล้มหายตายจากไปบ้าง ในขั้นนี้จึงจะเริ่มเห็นจำนวนคนว่างงานเพิ่มจำนวนขึ้น
ด้าน ทศ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัลรีเทล คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ผลกระทบที่ตามมาในแง่มุมหนึ่งอาจทำให้รายได้ของคนในประเทศเพิ่มขึ้น จับจ่ายซื้อสินค้าภายในประเทศจะสูงขึ้นตาม ธุรกิจค้าปลีกจะได้รับอานิสงส์ทางตรงในเรื่องนี้ โดยเฉพาะจากกลุ่มลูกค้าฐานเงินเดือนระดับ 6,000-1.2 หมื่นบาท ที่มีกำลังซื้อสูงขึ้น
ขณะเดียวกันก็ทำให้เอกชนต้องปรับฐานเงินเดือนพนักงานเพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 30-40% เช่นกัน รวมไปถึงกลุ่มคนที่มีฐานเงินเดือนเกิน 1.5 หมื่นบาท ที่ต้องปรับโครงสร้างเงินเดือนใหม่ตามไปด้วย
ขณะที่ ไพบูลย์ กนกวัฒนาวรรณ รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส บริษัท เดอะมอลล์กรุ๊ป กล่าวในทิศทางเดียวกันว่า การปรับค่าจ้างจะส่งผลดีต่อระบบหมุนเวียนในเศรษฐกิจ ส่วนต่างรายที่เพิ่มขึ้นจะถูกนำกลับมาจับจ่ายซื้อสินค้าต่างๆ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่มีค่าครองชีพสูง
กุฎาธาร นาควิโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ กล่าวว่า ต้นทุนจากค่าจ้างที่ปรับเพิ่มขึ้น คาดว่าไม่ผลกระทบต่อราคาสินค้าที่จำหน่ายภายในห้างบิ๊กซีแต่อย่างใด เพราะบริษัททำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ในช่วงก่อนหน้านี้ ขณะที่การเรียกเก็บค่าแรกเข้าสินค้า (เอนทรานซ์ฟี) ก็กำหนดอัตราไว้ก่อนหน้าแล้ว ทำให้ไม่มีผลต่อการปรับราคาสินค้าขึ้นของผู้ผลิตแต่อย่างใด
ขณะที่มุมมองจากภาคการเงิน ธวัชไชย สุทธิกิจพิศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารเกียรตินาคิน ระบุว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีบางรายของธนาคารเริ่มประสบปัญหาพนักงานที่ได้ค่าจ้างเกินวันละ 300 บาท เรียกร้องให้บริษัทปรับขึ้นค่าจ้างในอัตราเดียวกัน เพราะมองว่ามีประสบการณ์ทำงานนานกว่า
ธวัชไชย วิเคราะห์ด้วยว่า ผลของการปรับขึ้นค่าจ้างจะทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ราคาสินค้าแพงขึ้น ขณะเดียวกันธุรกิจเอสเอ็มอีต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นตัวผลักดันต้นทุนวัตถุดิบให้เพิ่มสูงขึ้นตาม หากผู้ประกอบการรายใดสามารถขึ้นราคาสินค้าได้ก็ถือว่าโชคดีไป
อย่างไรก็ดี ในส่วนของภาคธุรกิจบริการกลับได้รับผลกระทบโดยตรงและค่อนข้างรุนแรง กลุ่มโรงแรมดุสิตธานีประกาศออกมาอย่างชัดเจนว่า นโยบายดังกล่าวทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวย่ำแย่ที่สุดในรอบ 30 ปี ต้นทุนบริษัทเพิ่มไม่ต่ำกว่า 20% ดังนั้นภายใน 2-3 ปีข้างหน้านี้จะไม่รับพนักงานอัตราใหม่
นอกจากนี้ โรงแรมระดับ 2-3 ดาว ในจังหวัดท่องเที่ยวรองที่ไม่สามารถปรับขึ้นราคาห้องพักให้เหมาะสมกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น จะต้องปิดกิจการหลายร้อยแห่งอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม แม้ลูกจ้างส่วนใหญ่จะได้ประโยชน์จากการขึ้นค่าจ้าง แต่แรงงานนอกระบบและแรงงานต่างด้าวกลับไม่ได้อานิสงส์จากนโยบายนี้แต่อย่างใด บุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์ ผู้ประสานงานข้อมูลและวิชาการ โครงการพัฒนานโยบายเพื่อการคุ้มครองแรงงาน ชี้ว่า การปรับค่าจ้างครั้งนี้มีแรงงานในหลายสาขาที่ได้รับการยกเว้นไม่ได้รวมอยู่ในการบังคับใช้ค่าจ้างขั้นต่ำ เช่น กลุ่มคนทำงานบ้าน แรงงานเกษตรตามฤดูกาล แรงงานประมง ขนส่งสินค้าทางทะเล ตลอดจนผู้รับงานไปทำที่บ้าน ที่ไม่ได้อานิสงส์จากการขึ้นค่าจ้าง
ด้าน สุจิน รุ่งสว่าง ประธานเครือข่ายแรงงานนอกระบบ กล่าวว่า แม้จะมีการปรับขึ้นค่าจ้าง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตของแรงงานนอกระบบดีขึ้น เพราะปัจจุบันค่าครองชีพสูงขึ้นตามรายได้ที่เพิ่มตามไปด้วย โดยเฉพาะแรงงานในต่างจังหวัดจะได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะได้ค่าจ้างไม่ถึง 300 บาท ฉะนั้นรัฐบาลต้องเร่งปรับค่าจ้างเท่ากันทั่วประเทศโดยเร็ว เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหา
เพราะราคาสินค้าได้ถีบตัวขึ้นในอัตราเท่ากันทั่วประเทศ หากค่าจ้างยังไม่ขยับเท่ากัน การชักหน้าไม่ถึงหลังย่อมเกิดขึ้นได้







