
เพื่อไทยหักดิบทวงคืน'สสร.'
ไม่น่าเชื่อว่าความพ่ายแพ้ของเสียงข้างมากพรรคเพื่อไทย 10 ต่อ 12 เสียง เมื่อวันที่ 28 มี.ค. จนทำให้สูตร
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ไม่น่าเชื่อว่าความพ่ายแพ้ของเสียงข้างมากพรรคเพื่อไทย 10 ต่อ 12 เสียง เมื่อวันที่ 28 มี.ค. จนทำให้สูตร “ที่มา” ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ของรัฐบาล ที่กำหนดให้มี 99 คน ถูกตีตกไปด้วย จะทำให้เกิดการหักเหลี่ยมเฉือนคมระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันถัดมา
พรรคเพื่อไทยตระหนักดีว่า ถ้าปล่อยให้มาตรา 291/1 ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการตั้ง ส.ส.ร.ถูกแก้ไขตามที่แพ้โหวตไป ก็จะมีผลเชื่อมโยงไปยังเนื้อหาส่วนอื่นๆ ด้วย และแถมจะกระทบต่อการควบคุมทิศทางของ ส.ส.ร. ถึงแม้ยังสามารถใช้เสียงข้างมากแก้มือได้ในวาระ 2 ของที่ประชุมรัฐสภาให้ยืนเนื้อหาตามร่างของ ครม. แต่ในทางปฏิบัติจะเกิดความยุ่งยากมาก ทางที่ดีควรแก้ไขให้จบในชั้น กมธ.
การแก้เกมของ “สามารถ แก้วมีชัย” ประธาน กมธ. ในการประชุมเมื่อวันที่ 29 มี.ค. จึงได้ดำเนินการ 2 วิธี โดยเมื่อเริ่มประชุมสามารถเสนอว่า วิธีที่ 1 ให้ที่ประชุม กมธ.นำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคชาติไทยพัฒนาและ สุนัย จุลพงศธร สส.พรรคเพื่อไทย มาพิจารณา วิธีที่ 2 คือ ให้กลับมาพิจารณาเนื้อหาในส่วน “หลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ซึ่งถือว่าเป็นการใช้ยาแรง
“ข้อบังคับการประชุมรัฐสภากำหนดให้การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สามารถดำเนินการขัดกับหลักการได้ ดังนั้นในเมื่อหลักการกำหนดเอาไว้ให้มี ส.ส.ร. 2 ประเภท การเลือกตั้งและการคัดเลือก ทำให้การแก้ไขในรายละเอียดมาตรา 291/1 ต้องเป็นไปตามหลักการไม่สามารถเป็นอย่างอื่นได้” ประธาน กมธ. กล่าว
ปรากฏว่าข้อเสนอที่พรรคเพื่อไทยพยายามหักดิบกลับไปสู่สูตรที่มา ส.ส.ร.แบบเดิมที่รัฐบาลเสนอ กลับทำให้บรรยากาศการประชุมตลอด 9 ชั่วโมง เต็มไปด้วยความวุ่นวาย
ทั้งนี้ กมธ.พรรคประชาธิปัตย์ได้คัดค้านอย่างรุนแรง เพราะเห็นว่าการเสนอลักษณะนี้ไม่สามารถกระทำได้ กล่าวคือ ในวิธีที่ 1 ทำไม่ได้อย่างเด็ดขาด เพราะในเมื่อที่ประชุมรัฐสภาได้มีมติให้ใช้ร่างแก้ไขของ ครม.เป็นหลักในการพิจารณาแล้วจะนำร่างแก้ไขจากส่วนอื่นๆ มาพิจารณาไม่ได้
ส่วนวิธีที่ 2 ฝ่ายค้านเห็นแย้งว่า การพิจารณามาตรา 291/1 ยังค้างการพิจารณาอยู่จะดำเนินการในส่วนอื่นๆ ไม่ได้เลย ถ้าการพิจารณามาตรานี้ยังไม่แล้วเสร็จ จึงต้องนำข้อเสนอแก้ไขมาตรานี้ที่เหลืออยู่อีก 9 แนวทางมาขอความเห็นจากที่ประชุม กมธ.
การถกเถียงในประเด็นนี้ทำให้ฝ่ายค้านต้องวอล์กเอาต์ถึงสองครั้ง เพราะไม่พอใจต่อการทำหน้าที่ของ “ประธานสามารถ” ที่รวบรัดการพิจารณาเกินไป ทำให้ สามารถ ต้องพักการประชุมและเปิดโต๊ะเจรจาระหว่างฝ่ายค้านและรัฐบาล
การที่พรรคเพื่อไทยยอมเจรจาเพราะเห็นว่า ถ้าปล่อยให้สถานการณ์เป็นอย่างนี้ต่อไป การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่มีความคืบหน้า ทางฝ่ายค้านยื่นข้อเสนอให้ กมธ.เห็นด้วยกับคำแปรญัตติของ นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สว.สรรหา ให้มี ส.ส.ร. 200 คน แต่จะปรับแต่งบางถ้อยคำด้วยการให้ ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้ง 180 คน และการคัดเลือก 20 คน แต่พรรคเพื่อไทยต้องการยืนตัวเลขไว้ที่ 99100 คนตามเดิม
เมื่อการเจรจาไม่สามารถหาข้อยุติได้ พรรคเพื่อไทยจึงตัดสินใจใช้เสียงข้างมากหักดิบแบบไม่สนใจเสียงทักท้วงของฝ่ายค้าน โดย “วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล” สส.แพร่ เสนอญัตติให้ที่ประชุม กมธ.มีมติยืนยันหลักการในร่างแก้ไขของ ครม. เพื่อให้ทบทวนการพิจารณามาตรา 291/1 ที่ กมธ.เคยมีมติไปแล้วให้เป็นไปตามหลักการ ซึ่งอาศัยจังหวะที่ กมธ.ฝ่ายค้านเหลืออยู่ในห้องประชุมเพียง 2 คน
ทั้งนี้ ที่ประชุม กมธ.เสียงข้างมากได้สนับสนุนญัตติของ วรวัจน์ โดยที่ฝ่ายค้านได้อภิปรายตำหนิรัฐบาล โดยเฉพาะ นิพนธ์ บุญญามณี สส.สงขลา ระบุว่า “การใช้เสียงข้างมากแบบนี้ไม่ต่างอะไรกับปล้นมติของที่ประชุมเมื่อวันที่ 28 มี.ค. ซึ่งไม่เห็นด้วยกับมาตรา 291/1 ของ ครม.ไปแล้ว”
การประชุม กมธ.ทำท่าจะตัน เดินต่อไปไม่ได้ ถึงขั้นที่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว กมธ.พรรคเพื่อไทย เสนอให้ปิดการประชุมเพื่อยุติปัญหาความขัดแย้ง แต่ประธาน กมธ.ตัดสินใจเดินหน้าต่อและได้สอบ ถามที่ประชุมว่า จะเห็นด้วยกับที่มาของ ส.ส.ร.ตามร่างแก้ไขของ ครม.ในมาตรา 291/1 หรือไม่ หลังจากที่ประชุมมีความเห็นให้ยืนตามหลักการแก้ไขรัฐธรรมนูญของ ครม.
สุดท้ายที่ประชุมได้มีมติเสียงข้างมาก 21 ต่อ 3 เห็นด้วยกับการคงเนื้อหามาตรา 291/1 ตามร่างแก้ไขของ ครม.อย่างเหนือความคาดหมาย
ขณะที่ กมธ.ฝ่ายค้านหลายคน อาทิ เทพไท เสนพงศ์ สส.นครศรีธรรมราช วิรัตน์ กัลยาศิริ สส.สงขลา เมื่อรู้ว่าถูกเสียงข้างมากหักดิบต่างมีสีหน้าเบื่อหน่ายอย่างเห็นได้ชัด และเดินออกมา นอกห้องประชุมเพื่อหารือถึงสาเหตุที่ “สามารถ” เร่งการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างผิดปกติว่า อาจมาจากการได้คุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
เมื่อพรรคเพื่อไทยกลับมาควบคุมสถานการณ์ได้ ทำให้ประธาน กมธ.เดินหน้าพิจารณาในมาตรา 291/2 จนถึงมาตรา 291/4 ในประเด็นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร ส.ส.ร. โดยที่ประชุมเสียงข้างมากได้มีความเห็นยืนเนื้อหาเดิมของ ครม.ทุกตัวอักษร ก่อนที่จะปิดการประชุมเวลา 18.00 น.
สำหรับการประชุม กมธ.ครั้งต่อไปจะเริ่มที่มาตรา 291/5 เกี่ยวกับอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมกับเพิ่มเวลาประชุมในวันพุธและพฤหัสบดีแบบเต็มวัน ซึ่งแน่นอนว่าเป็นไปตามความประสงค์ของพรรคเพื่อไทยที่ต้องการปิดจ๊อบนี้ให้เร็วที่สุด







