
ชงรัฐดึงล้านคนเข้าระบบสุขภาพ เอกชนติงนิยามป่วยฉุกเฉินไม่ชัด
วงเสวนา “นำร่องฉุกเฉินมาตรฐานเดียว : จับตารัฐบาลยิ่งลักษณ์กับอนาคต 3 กองทุนสุขภาพ”
โดย...ทีมข่าวในประเทศ
วงเสวนา “นำร่องฉุกเฉินมาตรฐานเดียว : จับตารัฐบาลยิ่งลักษณ์กับอนาคต 3 กองทุนสุขภาพ” จัดโดย สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา ได้ตั้งข้อสังเกตและข้อเสนอแนะต่อนโยบายป่วยฉุกเฉินมาตรฐานเดียวไว้น่าสนใจ
นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เห็นว่า คำนิยามภาวะ “ฉุกเฉิน” ยังไม่ชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อคำนิยามครอบคลุมถึงผู้ป่วยฉุกเฉิน “เร่งด่วน” แต่ยังไม่ “วิกฤต” ตรงนี้ต้องแจกแจงให้ชัดว่ามีโรคอะไรบ้าง เพราะคำนิยามภาวะฉุกเฉินของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินได้นิยามตามอาการทำให้คลุมเครือ ทั้งที่ควรนิยามเป็นรายโรคแทน
“นิยามนี้จะเกี่ยวข้องกับการเบิกจ่ายเงินและระบบการเงินการคลัง ที่สำคัญโครงการนี้มุ่งเน้นไปยังโรงพยาบาลเอกชนเป็นหลัก ดังนั้นต้องทำให้ชัดเจน” นพ.เฉลิม ระบุ
นอกจากนี้ ย้ำว่าสิทธิเจ็บป่วยฉุกเฉิน คือการดูแลผู้ป่วยที่สุ่มเสี่ยงต่อการเสียชีวิต แต่เมื่ออาการทุเลาลง ก็ควรส่งต่อไปยังโรงพยาบาลต้นสังกัด ดังนั้นทั้ง 3 กองทุนสุขภาพควรเตรียมระบบการรับผู้ป่วยให้พร้อม
ขณะที่ นิมิตร์ เทียนอุดม เลขาธิการชมรมพิทักษ์สิทธิผู้ประกันตน เสนอให้รัฐบาลดึงประชาชนที่อยู่นอกเหนือ 3 ระบบสุขภาพกว่า 1 ล้านคน อาทิ คนไทยที่รอพิสูจน์สัญชาติ 4.5 แสนคน ข้าราชการส่วนท้องถิ่น 3 แสนคน ครูเอกชน 1 แสนคน พนักงานรัฐวิสาหกิจ 2.7 แสนคน รวมถึงแรงงานต่างชาติที่ยอมซื้อระบบประกันสุขภาพเข้าสู่ระบบการรักษาป่วยฉุกเฉินมาตรฐานเดียวด้วยเช่นกัน
“หลังวันที่ 1 เม.ย.นี้ จำนวนผู้ป่วยฉุกเฉินจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย เพราะคงไม่มีใครอยากไปเดินเล่นในโรง พยาบาลแน่” นิมิตร์ ระบุ
สอดคล้องกับ นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี นักวิชาการเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข ที่ยังกังวลว่า นอกจากบุคคลที่อยู่นอกเหนือ 3 ระบบสุขภาพแล้ว ในปี 2558 ประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจเสรีอาเซียน ซึ่งจะมีชาวต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศไทย ดังนั้นรัฐบาลจำเป็นต้องวางแผนตั้งรับด้วย
นอกจากเจ็บป่วยฉุกเฉินแล้ว รัฐบาลควรบูรณาการ 3 กองทุนสุขภาพ เพื่อรักษาผู้ป่วยไตวาย ผู้ติดเชื้อเอชไอวี และมะเร็งเป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยเฉพาะสิทธิการเข้าถึงการรักษาของผู้ป่วยมะเร็งในแต่ละกองทุนมีความเหลื่อมล้ำกันมาก เช่น การเข้าถึงยา Rituxmib สำหรับรักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ซึ่งทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสหายได้ถึง 50% ราคาเข็มละ 6.2 หมื่นบาท ผู้ป่วย 1 คน ต้องได้รับ 7-8 เข็ม
ทั้งนี้ ผู้ที่ใช้สิทธิสวัสดิการข้าราชการเป็นคนกลุ่มเดียวที่เข้าถึงยาได้ ส่วนผู้ใช้สิทธิบัตรทองและประกันสังคมไม่มีสิทธิรับยา เพราะกองทุนประเมินว่า ยามีราคาแพง
“บัตรทองเคยลองต่อรองราคากับบริษัทยาแล้ว ทำให้ราคาเหลือเพียง 2.7 หมื่นบาท แต่ก็ยังไม่ได้นำมาใช้” นักวิชาการ อธิบาย
ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ ผู้อำนวยการสำนักบริหารการชดเชยค่าบริการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ขยายความเรื่องวิธีการเบิกจ่ายว่า แบ่งการเบิกจ่ายกรณีฉุกเฉินออกเป็น 2 ลักษณะ คือ 1.ผู้ป่วยนอก ซึ่งจะจ่ายตามประกาศของกรมบัญชีกลาง 2.ผู้ป่วยใน จ่ายตามกลุ่มโรค (ดีอาร์จี) ตามระดับความรุนแรงของโรค (RW) เริ่มที่ 1.05 หมื่นบาท
ขณะที่วงประชุมชี้แจงแนวทางการขอรับค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขแก่สถานพยาบาลเอกชน ระหว่างกลุ่มแพทย์จากโรงพยาบาลเอกชน เมื่อวันที่ 28 มี.ค. ส่วนใหญ่ได้แสดงความกังวลไปในทิศทางเดียวกันว่า ผู้ป่วยและผู้ให้บริการจะเข้าใจคำว่าฉุกเฉินไม่ตรงกันและอาจทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างกันได้ รวมถึงเป็นห่วงเรื่องการเบิกจ่ายเงิน กรณีรักษาผู้ป่วยอาการฉุกเฉินเร่งด่วน (สีเหลือง) ที่ยังมีนิยามไม่ชัดเจน
นอกจากนี้ ที่ประชุมได้ตั้งถามถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาล ระหว่างที่โรงพยาบาลเอกชนรักษาผู้ป่วยจนอาการทุเลา แต่ยังไม่สามารถส่งต่อไปยังโรงพยาบาลต้นสังกัดของผู้ป่วยได้ด้วย







