posttoday
เครดิตบูโร ผู้ร้ายของนักการเมือง

เครดิตบูโร ผู้ร้ายของนักการเมือง

29 มีนาคม 2555

15 ปี หลังจากเกิดวิกฤตการเงินในประเทศไทย ที่ทำให้ธนาคารและบริษัทเงินทุนหลายแห่ง

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

15 ปี หลังจากเกิดวิกฤตการเงินในประเทศไทย ที่ทำให้ธนาคารและบริษัทเงินทุนหลายแห่งล้มครืนและต้องปิดกิจการไป จนปัจจุบันบริษัทไฟแนนซ์ได้สูญพันธุ์ไปแล้ว

ขณะนี้ต้องยอมรับว่าสถาบันการเงินของไทยเข้มแข็งขึ้นมาก จากการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน การปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย การจัดระบบ ระเบียบต่างๆ

ความแข็งแกร่งของธนาคารพาณิชย์ในขณะนี้ ส่วนหนึ่งต้องยกเครดิตให้กับบริษัท ศูนย์ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) ที่ธนาคารพาณิชย์ทั้งหลายลงขันกันตั้งขึ้นมาเพื่อรวบรวมประวัติและข้อมูลของลูกค้าธนาคารว่าเป็นอย่างไรบ้าง

หลังจากมีเครดิตบูโรแล้ว หนี้เสียของสถาบันการเงินลดลงไปมาก เพราะแค่กดข้อมูลปุ่มเดียว ข้อมูลประวัติการเงินของลูกค้าก็จะไหลออกมาให้กับธนาคารที่มาขอตรวจสอบประวัติลูกค้าก็รู้ทันที

และแน่นอน ประวัติของลูกค้าเครดิตบูโรมีทั้งลูกค้าประวัติดีและประวัติเสีย

ลูกค้าประวัติดี ก็คือ เป็นลูกค้าที่ดี ชำระหนี้ตรงเวลา มีความรับผิดชอบ อาจจะมีชำระไม่ตรงบ้าง แต่สุดท้ายก็ยังรักษาประวัติลูกค้าที่ดีไว้ได้

สำหรับลูกค้าประวัติเสีย ก็เป็นลูกค้าที่ไม่มี ไม่หนี แต่ไม่จ่าย อาจจะเป็นลูกค้าที่ดีของสถาบันการเงินหนึ่ง แต่อาจจะเป็นลูกค้าที่ไม่ดีของอีกสถาบันการเงินหนึ่ง

เครดิตบูโร ผู้ร้ายของนักการเมือง

ลูกค้าที่ถูกขึ้นบัญชีดำ จึงเหมือนเป็นคนที่ถูกตีตราว่าคุณมีประวัติเสีย แต่ใช่ว่าคนที่ติดบัญชีดำจะกู้เงินจากสถาบันการเงินไม่ได้

ข้อเท็จจริงก็คือ การจะพิจารณาให้กู้ได้หรือไม่นั้นอยู่ที่ดุลพินิจของคณะกรรมการสินเชื่อของแต่ละธนาคาร ที่จะดูความเสี่ยงของลูกค้าแต่ละรายว่ากู้เงินไปแล้วจะมีความสามารถในการชำระหนี้หรือไม่

เครดิตบูโรจึงเหมือนพระเอกและผู้ร้ายในระบบเศรษฐกิจไทย

บทบาทพระเอกของเครดิตบูโร คือ ช่วยรักษาระบบสินเชื่อของประเทศให้มีหนี้เสียน้อยลง ทำให้สถาบันการเงินธนาคารพาณิชย์เข้มแข็ง

แต่บทบาทผู้ร้าย คือ เป็นตัวการทำให้คนที่ต้องการเงินกู้ ไม่ได้รับเงินกู้ บางรายต้องหนีไปกู้เงินนอกระบบ ทำให้มีภาระเพิ่ม มีปัญหาชีวิตหนักตามมาในภายหลังได้

โดยข้อเท็จจริงเครดิตบูโรควรจะเป็นพระเอก แต่สถาบันการเงินมักจะใช้เครดิตบูโรเป็นเครื่องมือในการปฏิเสธการให้สินเชื่อ ด้วยการบอกว่า เพราะลูกค้ามีชื่อติดเครดิตบูโรว่า มีประวัติการชำระหนี้ที่ด่างพร้อย

สุภัค ศิวะรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ ธนาคารซีไอเอ็มบี (ไทย) กล่าวว่า การที่ธนาคารพาณิชย์จะให้เงินกู้กับลูกค้ารายใดนั้น สิ่งที่ธนาคารจะพิจารณา คือ อายุ อาชีพ รายได้ แหล่งที่มาของรายได้ลูกค้า ต้นทุนการดำเนินชีวิต ภาระผูกพันที่มีอยู่ กระแสเงินไหลเข้าออก และหลักทรัพย์ค้ำประกัน

การตรวจสอบเครดิตบูโรเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะหากลูกค้ามีประวัติดี แต่จะขอก่อหนี้เกินตัว ก็อาจจะให้เงินกู้ได้ในอัตราที่จำกัด เพราะเมื่อหักกับค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว เขาอาจจะไม่มีความสามารถพอจะก่อหนี้มากเกินไปได้

อย่างไรก็ดี แม้นายแบงก์จะยืนยันว่าเครดิตบูโรเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการให้สินเชื่อ แต่ก็มีการนำเอาชื่อเครดิตบูโรไปใช้ในการปฏิเสธที่จะให้กู้กับลูกค้าตลอดเวลา ทำให้ลูกค้าไม่พอใจ

แหล่งข่าวจากธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง กล่าวว่า ประชาชนทั่วไปจะเข้าใจที่ธนาคารปฏิเสธการให้กู้ แต่คนที่จะมีปัญหาตลอดเวลาคือนักการเมืองที่ทำธุรกิจด้วย หากถูกปฏิเสธการกู้เงินก็มักจะไม่พอใจ และทางผู้ใหญ่ของธนาคารก็เกรงใจที่จะปฏิเสธ บางครั้งก็ต้องใช้เครดิตบูโรอ้างเพื่อให้ไม่ผิดใจกัน

ล่าสุด โครงการพักชำระหนี้ดีของลูกหนี้ธนาคารของรัฐที่มีหนี้ไม่เกิน 5 แสนบาท ของ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ก็เริ่มจะมีปัญหากับเครดิตบูโร เพราะจะต้องตีความกันว่า ลูกหนี้ดีที่ไปพักชำระหนี้นั้นเป็นหนี้เสียหรือไม่ จะถูกขึ้นบัญชีดำหรือเปล่า

ทางเครดิตบูโรก็ไม่ได้คิดว่าลูกหนี้กลุ่มนี้เป็นหนี้เสีย แต่จะแยกบัญชีให้ว่าลูกหนี้กลุ่มนี้เข้าโครงการพักชำระหนี้

วิธีการคิดเช่นนี้ ทำให้ฝ่ายการเมืองเริ่มไม่พอใจ เพราะถือเป็นการไม่สนองนโยบาย ทั้งที่เครดิตบูโรนั้นเป็นองค์กรเอกชน ทางรัฐบาลจะไปบังคับอะไรไม่ได้

นั่นจึงเป็นที่มาของการให้ความเห็นเชิงเบื่อหน่ายของเลขาธิการสมาคมธนาคารไทย ธวัชชัย ยงกิตติกุล ที่ออกมากล่าวว่า ขณะนี้มีขบวนการป้ายสีเครดิตบูโร หากลูกค้าไม่ได้เงินกู้ก็อ้างว่าเป็นเพราะติดบัญชีดำ และบางโครงการที่ต้องการสนองโครงการรัฐแต่กลัวลูกค้าจะติดบัญชีดำ ก็อ้างว่าทำไม่ได้เพราะเครดิตบูโรไม่ให้

ธวัชชัย กล่าวยืนยันว่า เครดิตบูโรมีไว้เพื่อตรวจสอบประวัติเท่านั้น การจะให้เงินกู้หรือไม่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของสถาบันการเงินแต่ละแห่ง ไม่เกี่ยวกับเครดิตบูโรเลย

คำชี้แจงของเลขาธิการสมาคมธนาคารไทยสอดคล้องกับความเห็นของนายแบงก์หลายๆ คนว่า เครดิตบูโรเป็นการเก็บข้อมูล ไม่ได้เป็นคนตัดสินใจ

“ประเทศนี้ต้องมีระบบเครดิตบูโร ไม่งั้นแบงก์จะตรวจสอบพวกที่มีปัญหาได้ไง ตามหลักถ้าคนที่เป็นหนี้เสียมีความพยายามชำระหนี้ให้ลดลงเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เป็นหนี้ดีแล้ว” ธวัชชัย กล่าว

ความพยายามทำให้เครดิตบูโรเป็นผู้ร้ายเพื่อให้การดำเนินนโยบายเพิ่มปริมาณเงินในระบบของรัฐบาลด้วยการให้เงินกู้เพิ่ม หรือพักหนี้ คงจะสำเร็จได้ยาก เพราะคนที่มีความสามารถในการชำระหนี้อาจจะต้องมานั่งชั่งน้ำหนักว่า เข้าโครงการของรัฐจะได้มากกว่าเสียหรือไม่

เรื่องนี้สุดท้ายคงจบลงด้วยการป้ายสีเครดิตบูโรว่าเป็นของเลวต่อไป เพราะจะไปสั่งการให้ยกเลิกก็คงไม่ได้ แม้เครดิตบูโรจะตั้งโดยกฎหมายเฉพาะ คือ พ.ร.บ.ข้อมูลเครดิต แต่ผู้ที่ถือหุ้นในบริษัทเป็นสถาบันการเงินทั้งสิ้น ถือเป็นของส่วนรวม ไม่มีคนใดคนหนึ่งเป็นเจ้าของโดยตรง

หากรัฐบาลจะไปทำอะไรกับกฎหมาย จะแก้ไข หรือจะปรับปรุงอะไรก็คงทำได้ แต่สุดท้ายอำนาจการให้สินเชื่อหรือไม่ก็อยู่ในดุลพินิจของสถาบันการเงินอยู่ดี

ดังนั้น แม้ รมว.คลัง อาจจะไม่พอใจการทำงานของเครดิตบูโรที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบาย แต่ก็คงไม่ไปทำอะไรกับเครดิตบูโรอย่างแน่นอน

เพราะหากยิ่งไปแก้ไขอะไร ยิ่งทำให้ความน่าเชื่อถือในระบบสถาบันการเงินของไทยสั่นคลอน ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง

เหมือนแค่โยนก้อนหินลงในน้ำ วงกระเพื่อมของน้ำจะกว้างขวางจนควบคุมไม่ไหว

การที่ระบบสถาบันการเงินไทยเข้มแข็งและมีแรงต้านทานต่อมรสุมเศรษฐกิจโลกนั้นดีอยู่แล้ว ถ้ารัฐบาลลุแก่อำนาจไปแก้ไขอะไร ระวังความเสียหายที่จะเกิดขึ้นและรัฐบาลจะรับผิดชอบไม่ไหว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท