
มองอนาคตหลักประกันสุขภาพแห่งชาติด้วยความห่วงใย (9)
นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ผู้ผลักดันและออกแบบระบบหลักประกันสุขภาพของไทย
โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน
นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ผู้ผลักดันและออกแบบระบบหลักประกันสุขภาพของไทย มีทัศนะที่เปิดกว้างต่อโรงพยาบาลเอกชนมาตั้งแต่ต้น ตามแนวคิด “ความร่วมมือรัฐเอกชน” (PublicPrivate mix) เมื่อได้รับการเชิญชวนจาก ศ.นิคม จันทรวิทุร ให้ไปช่วยวางระบบบริการการแพทย์ของประกันสังคม นพ.สงวน จึงออกแบบให้โรงพยาบาลเอกชนเข้ามาร่วมให้บริการตั้งแต่ต้น
เมื่อมาเริ่มวางระบบหลักประกันสุขภาพ นพ.สงวน เปิดกว้างแก่โรงพยาบาลเอกชนมากขึ้น นั่นคือถึงขั้นยอมให้มีการกำหนดให้ผู้แทนสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เป็นกรรมการโดยตำแหน่งในคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
อันที่จริง นพ.สงวน มีประสบการณ์ด้านลบกับสมาคมโรงพยาบาลเอกชนมาตั้งแต่ครั้งเริ่มระบบประกันสังคม นั่นคือ ครั้งนั้นคณะกรรมการการแพทย์กำหนดอัตราเหมาจ่ายรายหัวที่ 700 บาทต่อคนต่อปี แต่นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชนขณะนั้นพยายาม “วิ่งเต้น” ขอเพิ่มเป็น 1,200 บาท โดย “ขู่” ว่าถ้าไม่ได้ในอัตรานั้น สมาชิกของสมาคมโรงพยาบาลเอกชนจะไม่เข้าร่วมกับประกันสังคม เมื่อประกันสังคมยืนยันตัวเลข 700 บาท โรงพยาบาลที่เป็นสมาชิกสมาคมโรงพยาบาลเอกชนก็ปฏิเสธการเข้าร่วมจริงๆ แต่ 7 เดือนหลังเริ่มนโยบายนี้ ในเดือน มิ.ย. 2534 โรงพยาบาลต่างๆ ก็เฮโลเข้ามายื้อแย่งกันเข้าร่วมกับประกันสังคม ภายหลังพบว่าอัตรา 700 บาท สามารถทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ
ความเชื่อมั่นในแนวคิดความร่วมมือ รัฐเอกชน ประกอบกับระบบที่สามารถ “ควบคุม” โรงพยาบาลเอกชนได้ในครั้งนั้น น่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ นพ.สงวน ยอมให้ผู้แทนสมาคมโรงพยาบาลเอกชนเป็นกรรมการโดยตำแหน่งในคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ นพ.สงวน คงคิดไม่ถึงว่าเพียงไม่กี่ปีหลังการเริ่มต้นระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตนเองจะถูก “แว้งกัด” จนแทบเอาตัวไม่รอด
เมื่อใกล้หมดวาระเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สมัยแรก นพ.สงวน ป่วยเป็นมะเร็ง จนร่างกายทรุดโทรมจากเคมีบำบัด และคิดจะวางมือ แต่เพราะยังไม่สามารถหา “ทายาท” (Successor) ที่มีฝีมือและบารมีมากพอมาสืบต่อได้ นพ.สงวน จึงตัดสินใจสมัครเป็นเลขาธิการ สปสช. สมัยที่ 2 แต่เกือบไม่ได้รับเลือกจากคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทั้งนี้ มิใช่เพราะปัญหาเรื่องสุขภาพ แต่เพราะฟากโรงพยาบาลเอกชนสามารถผนึกกำลังผู้ที่เสียผลประโยชน์ได้มากพอ จนคะแนนโหวตออกมาเท่ากัน 13 ต่อ 13 เสียง เคราะห์ยังดีที่ประธานคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขขณะนั้น เป็น นพ.มงคล ณ สงขลา ผู้มีส่วนสำคัญในการวางระบบหลักประกันสุขภาพมาตั้งแต่เริ่มต้น ได้ออกคะแนนเสียงชี้ขาดให้ นพ.สงวน นพ.สงวน จึงสามารถเป็นเลขาธิการ สปสช. สมัยที่ 2 จนกระทั่งเสียชีวิตขณะดำรงตำแหน่ง
นั่นเป็นครั้งแรกของความพยายามของกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ นำโดยฟากโรงพยาบาลเอกชน ที่จะเข้าไปยึดกุมหัวใจของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ คือสำนักงานเลขาธิการจนเกือบสำเร็จ ถ้าครั้งนั้นคะแนนโหวตรอบแรก นพ.สงวน แพ้เพียงคะแนนเดียว ระบบงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ก็จะเรรวนมาตั้งแต่ครั้งนั้นแล้ว
ตัวแทนโรงพยาบาลเอกชน ทั้งในคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และคณะกรรมการควบคุมคุณภาพ “เหิมเกริม” ถึงขนาดใช้ข้อมูลภายในออกหนังสือชักชวนโรงพยาบาลต่างๆ มิให้ให้บริการล้างไตแก่คนไข้ของ สปสช. เพื่อต่อรองขอเพิ่มราคาค่าบริการ จนมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีมติให้เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาลงโทษ และให้มีการแจ้งความดำเนินคดีด้วย น่าประหลาดใจที่ยังไม่มีการดำเนินตามมติดังกล่าวจนกระทั่งบัดนี้
เมื่อการเมืองเปลี่ยนขั้ว พรรคเพื่อไทยเข้ามามีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่เพราะไม่มีการศึกษางานนี้ให้เข้าใจถ่องแท้ มุ่งที่จะหาเสียงเพื่อเอาชื่อ “30 บาท รักษาทุกโรค” กลับคืนมา ประกอบกับไม่มีการเตรียมการที่ดีพอ ทำให้ฝ่ายโรงพยาบาลเอกชน ร่วมกับกลุ่มที่หวังจะเข้ามามีอำนาจในกระทรวงสาธารณสุขในพรรคเพื่อไทย สามารถ “ชักใย” และใช้อำนาจแทรกแซงการเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน เข้ามายึดกุมอำนาจในคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจนกุมเสียงข้างมากเด็ดขาด
อันที่จริงการเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิยังมีปัญหาความชอบด้วยกฎหมาย ทั้งในเรื่องขั้นตอนและดุลยพินิจในการคัดเลือก เพราะมีหลักฐานการบีบบังคับให้กรรมการโดยตำแหน่ง ต้องเลือกรายชื่อตาม “โผ” ไม่สามารถใช้ดุลพินิจโดยสุจริต ซึ่งกรรมการตัวแทนภาคประชาชนสองคนคือ สุนทรี เซ่งกิ่ง และบุญยืน ศิริธรรม ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองแล้ว
เนื่องจากเลขาธิการจะหมดวาระลงในเดือน มี.ค. 2555 จึงเป็นจังหวะดีที่จะเปลี่ยนตัวเลขาธิการ ซึ่งมีการดำเนินแล้ว คือ 1) พยายามล้มผลประเมินเลขาธิการ ซึ่งคะแนนออกมาดีมาก 2) กระพือข่าวรายงานของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ที่ตั้งข้อสังเกตต่อ สปสช. รายงานดังกล่าวไม่มีเรื่องการทุจริตใดๆ แต่พยายามสร้างข่าวอย่างเป็นระบบ ให้เกิดความรู้สึกว่ามีการทุจริต และยังมีการตั้งกรรมการขึ้นมาเพื่อตรวจสอบ เพื่อความชอบธรรมในการเปลี่ยนตัวเลขาธิการ ซึ่งจะนำไปสู่การยึดสำนักงานไว้ในกำมือเพื่อหาผลประโยชน์ต่อไป







