posttoday
แก้รัฐธรรมนูญด้วยความกลัวอีกครั้ง

แก้รัฐธรรมนูญด้วยความกลัวอีกครั้ง

26 มีนาคม 2555

การแก้ไขรธน.โดยนักการเมืองจึงเป็นไปเพื่อเอื้อประโยชน์ของนักการเมือง ที่ไม่ต้องการให้มีระบบการตรวจสอบควบคุมที่เข้มแข็ง

โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง นักวิชาการกฎหมายอิสระ

รัฐธรรมนูญปี 2540 ร่างขึ้นจากแรงกดดันของนักวิชาการ ที่เห็นว่านักการเมืองใช้อำนาจโดยไม่มีขอบเขต ฝ่ายการเมืองในขณะนั้นระดมนักวิชาการที่เก่งๆ ช่วยกันออกแบบสร้างรัฐธรรมนูญ คงคิดไม่ถึงว่าผู้ร่างจะร่างรัฐธรรมนูญที่มีกลไกควบคุมนักการเมืองอย่างเข้มข้น จนนักการเมืองพลิกตำราไม่ทัน ถูกองค์กรอิสระจัดการไปหลายราย

รัฐธรรมนูญปี 2550 ร่างขึ้นจากการปฏิวัติรัฐประหาร คมช.เป็นผู้กำหนดทิศทาง ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องสนองข้ออ้างของการปฏิวัติ ผู้ที่ร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนใหญ่ก็ยังเป็นนักวิชาการ ซึ่ง คมช.เห็นว่า นักวิชาการจริงๆ ที่ไม่รับจ้างใคร น่าจะมีความเห็นตรงกันว่าจะต้องควบคุมนักการเมือง ผลที่ได้ก็อย่างที่เห็นๆ กันว่านักการเมืองท่านไม่ปลื้ม

แก้รัฐธรรมนูญด้วยความกลัวอีกครั้ง

รัฐธรรมนูญที่กำลังจะร่างขึ้นใหม่ เกิดจากความต้องการของนักการเมือง เพราะนักการเมืองท่านไม่ปลื้มกับรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ทำให้นายใหญ่ นายเตี้ย ต้องเว้นวรรคทางการเมือง ต้องมีความผิดที่เอื้อประโยชน์ให้เมียซื้อที่ดิน

เหตุผลที่นักการเมืองท่านเห็นตรงกันว่า การลงโทษยุบพรรคและตัดสิทธิหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค แม้จะมิได้เป็นผู้กระทำผิด ซึ่งนายใหญ่-นายเตี้ยท่านต้องถูกเว้นวรรคจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาแล้ว ตามมาตรา 68 และ 237 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งมีสาระว่า

ถ้ามีการทำผิดร้ายแรงถึงขั้นล้มล้างระบอบประชาธิปไตย หรือใช้วิธีการที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญเพื่อให้ได้อำนาจปกครองประเทศเป็นเรื่องร้ายแรง ตามมาตรา 68 ถ้าพรรคการเมืองทำผิด แล้วศาลสั่งให้ยุบพรรค หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหาร ต้องเว้นวรรค 5 ปี

แต่หากเป็นกรณีทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง พวกซื้อสิทธิซื้อเสียง ใช้วิชามารโคตรโกง ผู้กระทำต้องถูกเว้นวรรค และหาก “ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารของพรรคการเมืองผู้ใดมีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทำนั้นแล้วมิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ ตามมาตรา 68” มาตรา 237 จึงให้ยุบพรรคและตัดสิทธิหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคเช่นเดียวกับมาตรา 68

หากดูตามตัวบทกฎหมายโดยไม่ตะแบงแล้ว จะเห็นได้ว่ากฎหมายไม่ได้เหวี่ยงแหเอาผิดคนที่ไม่ได้กระทำความผิด ตามที่นักการเมือง นักเลือกตั้ง ทั้งหลายพยายามเบี่ยงประเด็น

เหตุผลจริงๆ น่าจะมาจากนักการเมืองหรือนักเลือกตั้งท่านรู้อยู่แก่ใจดีว่า ไม่มีการเลือกตั้งครั้งใดที่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
ขอย้ำครับว่า ไม่มีการเลือกตั้งครั้งใดที่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

ไม่ใช่แต่นักการเมืองที่รู้ดีอยู่แก่ใจ คนทั่วไปก็รู้อยู่เต็มอก วลีที่พูดกันว่า เงินไม่มา กาไม่เป็น นั้น เป็นความจริงที่รู้กันทั่วไป โดยเฉพาะที่ภาคอีสาน
รัฐธรรมนูญต้องการให้ระบบพรรคการเมืองเข้มแข็ง สส.ต้องสังกัดพรรคการเมือง หากพรรคการเมืองเห็นว่าผู้สมัครคนใดมีพฤติการณ์ไม่สุจริต จะไม่ส่งลงสมัครก็ได้ พรรคมีอำนาจเต็มที่ ฉะนั้น พรรคจึงมีหน้าที่ต้องเลือกคนดีเข้ามาร่วมงาน ไม่ใช่เลือกคนที่มีโอกาสได้รับเลือกตั้งเข้าพรรค

ลองถามตัวเองดูซิครับ ไม่ว่านายใหญ่นายเตี้ยท่านมีวิธีเลือกรับคนเข้าพรรคอย่างไร เลือกที่จะจ่ายเงินสนับสนุนลูกพรรคอย่างไร

ถ้านักการเมืองบ้านเราเป็นแบบพีน็อกคิโอ สภาคงปั่นป่วนจากจมูกชนกันจนไม่สามารถนั่งประชุมได้

หลักการของกฎหมายที่คนไม่ทำต้องรับผิดชอบ มีจริง แต่เป็นเรื่องทางแพ่ง มาตรา 425 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่บัญญัติให้นายจ้างต้องร่วมรับผิดกับการทำละเมิดของลูกจ้างในทางการที่จ้าง กรณีอย่างนี้ แม้นายจ้างไม่ได้มีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลย คัดเลือกลูกจ้างอย่างดี อบรมให้อยู่ในกรอบ แต่ก็ยังต้องรับผิดชอบในผลละเมิดที่ลูกจ้างไปกระทำ เพราะกฎหมายเห็นว่านายจ้างได้รับประโยชน์จากลูกจ้าง จึงต้องรับผิดร่วมกับลูกจ้างที่ไปทำละเมิดบุคคลภายนอก

มาดูพรรคการเมือง ยิ่งกว่าได้ประโยชน์จากลูกพรรคเสียอีก คะแนนเสียงต่างกันเสียงเดียวก็มีผลทำให้ไม่ได้อำนาจปกครองประเทศ หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคจึงมีหน้าที่ต้องกลั่นกรอง ดูแล ควบคุม ไม่ให้ลูกพรรคไปทำนอกลู่นอกทาง แต่ถ้าไม่มีส่วนรู้เห็นเลย ไม่ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้เลยว่าไปรู้เห็นเป็นใจ พรรคก็ไม่ต้องถูกยุบ หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคก็ไม่ต้องถูกตัดสิทธิทางการเมือง

ยังดีกว่านายจ้างที่ต้องรับผิดร่วมกับลูกจ้าง แม้ไม่มีส่วนรู้เห็นด้วยจริงๆ

นักการเมืองรู้ดีว่า ถึงเทศกาลเลือกตั้ง จะต้องใช้ทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ สส.มากที่สุด และก็รู้ว่า เมื่อไม่เป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม หากถูกจับได้เมื่อไร โอกาสที่จะถูกยุบพรรคและตัดสิทธิย่อมเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน นักการเมืองจึงไม่ต้องการให้มีกฎหมายยุบพรรค

การแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยนักการเมืองจึงเป็นไปเพื่อเอื้อประโยชน์ของนักการเมือง ที่ไม่ต้องการให้มีระบบการตรวจสอบควบคุมที่เข้มแข็ง เพื่อให้นักการเมือง นักเลือกตั้ง มีโอกาสโกงกินชาติได้ต่อไป

เมื่อนักการเมืองร่างกฎหมาย นายใหญ่ก็นั่งรอรับประโยชน์

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท