
‘ทำไมไม่โทร.มาคุยกัน(วะ)’
สารภาพว่า ผมมักเกิดคำถามแบบนี้ขึ้นมาในหัวทุกครั้ง
โดย...ณศักต์ อัจจิมาธร
สารภาพว่า ผมมักเกิดคำถามแบบนี้ขึ้นมาในหัวทุกครั้ง ยามที่เห็นเพื่อนฝูงบางคนชวนพูดคุยเรื่องยากๆ หรือไม่ก็จะนัดหมายไปทำอะไรบางอย่างผ่านมาทางหน้าเฟซบุ๊ก
เพราะบางครั้งการโต้ตอบไปมาด้วยการพิมพ์เป็นตัวอักษรกับเรื่องบางเรื่องก็เล่นเอาเหนื่อยจนกว่าจะเข้าใจ ทั้งที่เรื่องเหล่านั้นเข้าใจได้ง่ายๆ หากพูดคุยกันด้วยเสียงเพียงไม่กี่คำ
ที่สำคัญผมพบว่า หลายครั้งการพิมพ์สื่อสารโต้ตอบกันไปมาเป็นตัวอักษรก็ทำให้เกิดความเข้าใจผิดไปคนละเรื่องกับที่ต้องการสื่อความหมาย ยิ่งบางครั้งคุยกันในเรื่องที่อ่อนไหวต่อจิตใจก็ยิ่งเสี่ยงต่อความเข้าใจผิดจนอาจก่อให้เกิดการผิดใจกัน
หรือผมมันโบราณ?
ผมมักถามตัวเองทุกครั้งที่เกิดคำถามกับใครหลายคนว่าทำไมไม่โทร.มาคุยกันแทนที่จะพิมพ์ตัวอักษรโต้ตอบกันไปมา เพราะยุคนี้สมัยนี้ใครต่อใครก็ติดต่อกันด้วยตัวอักษรผ่านหน้าจอแทนที่จะพบหน้าหรือพูดคุยกันด้วยเสียงของตัวเอง
หลายคนให้เหตุผลว่ามันเป็นวิธีติดต่อที่สะดวกและไม่รบกวนกัน เพราะการทิ้งข้อความเป็นตัวอักษรเอาไว้นั้น หากผู้รับไม่สะดวกก็ยังไม่จำเป็นต้องเปิดดูและสามารถเก็บไว้มาเปิดดูในภายหลังได้ ซึ่งทำให้ไม่พลาดสารที่ผู้ส่งต้องการให้ผู้รับทราบ
ตรงข้ามกับการโทรศัพท์หรือพบหน้ากัน ที่หากผู้รับไม่สะดวกก็จะทำให้ไม่ได้รับสารนั้น จะมาเปิดดูภายหลังแบบข้อความก็ไม่ได้
ด้วยความที่แทบทุกคนที่อยู่ล้อมรอบตัวใช้การสื่อสารแบบนี้ จึงทำให้ค้นพบว่า บ่อยครั้งที่ผมกลายเป็นคนห่วงโทรศัพท์มือถือชนิดที่อาการหนักขึ้นสมอง
บ่อยครั้งที่ต้องหยิบโทรศัพท์มือถือออกจากกางเกงเพื่อมาสำรวจหน้าจอดูว่ามีใครส่งข้อความผ่านช่องทางออนไลน์ช่องทางใดช่องทางหนึ่งมาถึงหรือไม่
บ่อยครั้งที่ต้องหยิบมาดูว่าเพื่อนฝูงกำลังพูดคุยกันเรื่องอะไรอยู่ในเฟซบุ๊ก
บ่อยครั้งที่รู้สึกว่าการลืมหยิบโทรศัพท์ติดตัวมาด้วยจากบ้านเมื่อออกไปไหนมาไหนสักแห่งกลายเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ชนิดที่บางครั้งก็ต้องยอมเสียเวลากลับไปเอา
บ่อยครั้งที่เอาแต่ก้มหน้าดูโทรศัพท์มือถืออย่างเสียมารยาททั้งที่นั่งร่วมโต๊ะอาหารกับผู้คนในครอบครัว
บ่อยครั้งที่รู้สึกว่าความสามารถในการพูดคุยกับคนเป็นๆ ลดลง แต่ความสามารถพิมพ์ตัวอักษรส่งไปให้คนในโลกออนไลน์กลับเพิ่มขึ้น
วิวัฒนาการของการสื่อสารในโลกยุคใหม่กำลังทำให้ปฏิสัมพันธ์ของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าตกใจ
ผลวิจัยหลายๆ ชิ้นจากต่างประเทศบ่งชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ผู้คนกำลังให้ความสำคัญกับการสื่อสารบนโลกออนไลน์มากกว่าชีวิตจริง
นักวิจัยพบว่า มีหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์เป็นช่องทางหลักในการสานต่อความรักระหว่างกัน หรือแม้แต่จะเลิกรากันหลายคู่ก็เลือกที่จะใช้ช่องทางออนไลน์เป็นเครื่องมือในการบอกลา
นอกจากนี้ งานวิจัยบางชิ้นยังพบอีกว่า ผู้คนจำนวนไม่น้อยให้ความสำคัญกับเพื่อนที่ติดต่อกันผ่านโลกไซเบอร์จนลืมสร้างหรือรักษาความสัมพันธ์กับผู้คนที่อยู่ในชีวิตจริง
หลายคนพบว่าการพูดคุยผ่านแป้นคีย์บอร์ดกับเพื่อนในโลกออนไลน์กลับทำได้คล่องแคล่วกว่าการพูดคุยเมื่อพบหน้ากับเพื่อนคนนั้นในโลกแห่งความเป็นจริง
เพื่อนฝูงเจอหน้ากันก็นั่งล้อมวง แต่แทนที่จะพูดคุยอย่างออกรส ก็กลับควักโทรศัพท์มือถือออกมาใช้เข้าสู่โลกออนไลน์ของใครของมัน หลายครั้งภาพที่เห็นจึงดูแปลกชวนฉงนว่า ผู้คนมากมายที่นั่งอยู่ด้วยกันเป็นกลุ่มกลับไม่พูดคุยกันแต่กลับเอาแต่จ้องมองหรือไม่ก็พิมพ์ข้อความบนโทรศัพท์มือถือของตัวเองอย่างเอาเป็นเอาตาย
บรรยากาศนี้มีให้เห็นไม่เว้นแม้แต่ห้องประชุมขององค์กรหลายๆ แห่งที่ผู้เข้าร่วมประชุมเอาแต่สนใจข้อมูลที่วิ่งเข้ามาในอุปกรณ์สื่อสารแทนที่จะร่วมถกเถียงเสนอความเห็นกับประเด็นที่กำลังประชุมอยู่ตรงหน้า
หลายองค์กรเจอปัญหานี้อย่างหนักจนต้องออกกฎห้ามพนักงานพกพาอุปกรณ์สื่อสารเข้ามาในห้องประชุมกันเลยทีเดียว
ขณะที่บางคนก็พบว่า บางสิ่งที่ควรพูดควรทำต่อหน้าคนที่เราต้องการให้รับรู้ กลับกลายเป็นเรื่องยากไปเสียแล้ว เราต้องอาศัยการพูดผ่านหน้าจอเพื่อให้ใครคนนั้นรับรู้แทนที่จะมาพูดต่อหน้า
โฆษณาในโทรทัศน์ที่พูดถึงการพัฒนาของเครือข่ายโทรศัพท์มือถือเผยให้เห็นว่า วันนี้ไม่ว่าลูกจะบอกรักและเป็นห่วงแม่ก่อนที่จะจากลาไปเรียนต่างประเทศเป็นเวลานาน หรือพี่ชายจะบอกขอโทษน้องสาวที่ทำผิดพลาดให้น้องต้องเสียใจ ก็ล้วนแต่ต้องใช้โทรศัพท์มือถือบันทึกวิดีโอแล้วส่งผ่านความรู้สึกมาให้อีกฝ่ายผ่านหน้าจอแทนที่จะเดินไปบอกให้รับรู้กันตรงๆ
เมื่อไม่นานมานี้ผมพบว่าตัวเองใส่ใจโทรศัพท์มือถือมากกว่าผู้คนรอบข้างจนน่าเขกกะโหลก
หลายวันก่อนผมพบเพื่อนคนหนึ่งเข้าโดยบังเอิญขณะนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินกลับบ้าน เราทักทายไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบพอเป็นพิธี แล้วผมก็หันไปก้มลงดูสารพัดข้อมูลที่ถูกส่งเข้ามายังโทรศัพท์มือถือของตัวเองไปเรื่อยด้วยความเคยชินทั้งที่ไม่ได้มีสิ่งสำคัญใดๆ และปล่อยให้เพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนานยืนอยู่ข้างๆ กันราวกับเป็นอากาศธาตุที่ไม่มีตัวตน
“งานยุ่งเหรอ ไปก่อนนะ แล้วไว้คุยกัน โชคดีล่ะ”
เพื่อนพูดพลางเอื้อมมือมาแตะไหล่ก่อนจะเดินออกจากประตูรถไฟฟ้าและหายไปท่ามกลางคลื่นคนมากมายในช่วงเวลาหลังเลิกงาน ขณะที่ผมได้แค่เงยหน้าจากโทรศัพท์และมองเพื่อนเก่าที่เคยร่วมทุกข์สุขกันเดินจากไปโดยที่ไม่ได้เอ่ยแม้แต่คำบอกลา
กว่าจะรู้ตัวความสำคัญของข้อความจากโลกออนไลน์ก็เบียดบังความสัมพันธ์ในโลกแห่งความเป็นจริงชนิดที่ทำให้สามารถมองข้ามที่จะใส่ใจกับคนตัวเป็นๆ ที่กำลังยืนอยู่ข้างๆ ไปเสียแล้ว
นาทีนั้นผมแทบเขวี้ยงโทรศัพท์ทิ้ง!







