
บช.น.พร้อมจัดจราจรเตรียมงานพระศพ
บช.น.พร้อมจัดจราจรเตรียมงานพระศพ ปิดถนนโดยรอบพระบรมมหาราชวังและท้องสนามหลวง 16 เส้นทาง
บช.น.พร้อมจัดจราจรเตรียมงานพระศพ ปิดถนนโดยรอบพระบรมมหาราชวังและท้องสนามหลวง 16 เส้นทาง
เวลา 11.00น. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) พล.ต.ต.วรศักดิ์ นพสิทธิพร รองผบช.น.รับผิดชอบงานด้านจราจร แถลงข่าวการปิดการจราจรเพื่อซ้อมริ้วขบวนพระราชพิธีพระราชทางเพลิงศพ พระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ในวันที่ 25 มี.ค.และวันที่ 31 มี.ค. 2555 และการจัดงานกาชาดประจำปี 2555ว่า งานพระราชพิธีพระราชทางเพลิงศพจะเริ่มขึ้นในวันที่ 8-12 เมษายน 2555 โดยจะมีการซักซ้อมในวันที่ 25 มี.ค.ที่จะถึงนี้ บริเวณท้องสนามหลวงและถนนโดยรอบ และจะมีการซ้อมใหญ่ในวันที่ 31 มี.ค.อีกครั้ง ในวันซ้อมจะมีการปิดการจราจร 16 เส้นทาง วันที่ 25 มี.ค.นี้ จะปิดการจราจรตั้งแต่เวลาเที่ยงคืน จำนวน 16 เส้นทาง พื้นที่ที่ใช้เป็นจุดศูนย์กลางในการประกอบพิธีคือภายในพระบรมมหาราชวังและท้องสนามหลวง ถนนที่ปิดทั้งหมดเรียกว่าบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ ฝั่งขวาและฝั่งทิศตะวันออก จะปิดตั้งแต่มีถนนราชินีเป็นหลัก ริมคลองหลอดด้านฝั่งทิศตะวันออกจะปิดการจราจรทั้งหมด ส่วนทิศตะวันตกจะปิดบริเวณถนนมหาราชจนถึงสน.พระราชวัง ด้านทิศใต้ก็จะปิดถึงสน.พระราชวัง ด้านทิศเหนือปิดถึงบริเวณถนนราชดำเนินในและโค้งรอบสนามหลวงทั้งหมด
พล.ต.ต.วรศักดิ์ กล่าวอีกว่า ถนนโดยรอบพระบรมมหาราชวังและท้องสนามหลวงทั้งหมดจะถูกปิด จำนวน 16 เส้นทาง ประกอบด้วย 1.ถนนราชดำเนินใน 2.ถนนราชินี 3.ถนนหน้าพระธาตุ 4.ถนนพระจันทร์ 5.ถนนมหาราช 6.ถนนหน้าพระลาน 7.ถนนหน้าหับเผย 8.ถนนหลักเมือง 9.ถนนสนามไชย 10.ถนนกัลป์ญาณไมตรี 11.ถนนสราญรมย์ 12.ถนนท้ายวัง 13.ถนนพระพิพิธ 14.ถนนเจริญกรุง(ถนนสนามไชย-ถนนอัษฏางค์) 15.ถนนเชตุพน และ16.ซอยเศรษฐการ โดยจะปิดถนนไปจนกว่าจะเสร็จสิ้นการซักซ้อม คือเวลาประมาณ 13.00 น. จึงขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนหลีกเลี่ยงการจราจรในเส้นทางดังกล่าว และอยากฝากไปถึงนักท่องเที่ยวที่อยากจะเดินทางเข้ามาชมพระบรมมหาราชวัง ยังสามารถเดินทางเข้ามาได้ตามปกติ แต่การจราจรจะปิดในช่วงเวลาดังกล่าว ถ้าต้องการความสะดวกให้เดินทางมาเที่ยวชมหลังจากเวลา 13.00 น. เป็นต้นไป หากต้องการมาในช่วงเช้าก็จะต้องลงรถบริเวณรอบนอกแล้วเดินเท้าเข้ามา ถ้ามีการซ้อมริ้วขบวนก็ไม่สามารถผ่านได้ ต้องเดินอ้อม ส่วนวันที่ 31 มี.ค. วันซ้อมใหญ่ ก็จะปิดการจราจรในเส้นทางเดียวกัน แต่วันงานจะมีการปิดถนนมากกว่านี้ ซึ่งเมื่อใกล้วันพระราชพิธีจะมีการแถลงข่าวให้สื่อมวลชนได้ทราบอีกครั้ง
เรื่องที่สองคือเรื่องงานกาชาด ซึ่งจะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 30 มี.ค.- เม.ย. รวมทั้งสิ้น 9 วัน บริเวณสวนอัมพร ลานพระราชวังดุสิต จะเริ่มปิดการจราจร 2 ช่วงเวลา คือในวันราชการจะปิดการจราจรเวลา 14.00 น.- 23.00น. ของทุกวัน ส่วนวันหยุดราชการจะเริ่มปิดเวลา 10.00 น.-23.00 น. มีเพียงวันสุดท้ายของการจัดงานเท่านั้นที่จะปิดงานเวลาเที่ยงคืน สำหรับมาตรการรักษาความปลอดภัย ซึ่งจะมีการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 พื้นที่ ได้แก่ภายในสวนอัมพรทั้งหมด และถนนศรีอยุธยาจากแยกพล. 1 ถึงแยกพระรูปฯ พื้นที่ที่สองคือบริเวณพระราชวังดุสิตทั้งหมด พื้นที่ที่สามภายในสนามเสือป่าทั้งหมด และถนนศรีอยุธยา จากแยกวัดเบญจฯ ถึงแยกพระรูปฯ และพื้นที่สุดท้าย ถนนราชดำเนินนอกจากแยกสวนมิสกวันถึงแยกพระรูปฯ ซึ่งพื้นที่ต่างๆจะมีการตั้งกองอำนวยการร่วม ตั้งกองรักษาการณ์ส่วนแยก มีการตั้งจุดตรวจค้นโดยรอบ เพื่อป้องกันการเกิดเหตุระเบิดต่างๆ ส่วนการวางกำลังกองอำนวยการร่วมจะเป็นผู้ควบคุมพื้นที่ทั้งหมด โดยมอบหมายให้กองรักษาการณ์ส่วนแยกควบคุมพื้นที่ดังต่อไปนี้ ส่วนแยกที่ 1รับผิดชอบพื้นที่ที่ 1ส่วนแยกที่ 2 รับผิดชอบพื้นที่ที่ 2 ส่วนแยกที่ 3 รับผิดชอบพื้นที่ที่ 3 และส่วนแยกที่ 4 รับผิดชอบพื้นที่ที่ 4 พื้นที่ที่ 1 ใช้กำลังเจ้าหน้าที่ทั้งหมด 400 นาย
สำหรับด้านการจราจร ก็จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรคอยให้ข้อมูลเรื่องการจอดรถและประชาสัมพันธ์ให้ใช้รถของขนส่งมวลชนเพื่อความสะดวก นอกจากนี้ยังมีรถยกจำนวน 4 คัน ประจำแยกต่างๆดังนี้ 1.แยกอู่ทองใน 2.แยกพล.1 3.แยกสวนมิสกวัน 4แยกวัดเบญจฯ พื้นที่ปลอดภัยในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินได้มีการจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งอยู่ในแผนการรักษาความปลอดภัย สำหรับโรงพยาบาลที่ใกล้เคียงสามารถเข้ารับการรักษาได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินมีผู้ได้รับบาดเจ็บคือโรงพยาบาลวชิระ โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลราชวิถีและโรงพยาบาลพระมงกุฎ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการรักษาความปลอดภัยหลังจากเกิดเหตุระเบิดที่ผ่านมา รวมถึงการป้องกันกลุ่มมิจฉาชีพ พล.ต.ต.วรศักดิ์ กล่าวว่า ได้มีการประสานงานทางการข่าวร่วมกับทหาร และมีการตั้งด่านตรวจร่วมระหว่าง ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่เทศกิจ และพลเรือน มีแผนรองรับเอาไว้แล้ว ไม่น่าเป็นห่วง ส่วนพื้นที่ที่เคยเกิดเหตุล้วงกระเป๋าหรือลักทรัพย์ก็มีการทำสถิติเอาไว้ว่ามีจุดใดบ้างที่เกิดเหตุบ่อยๆ และมีการขึ้นบัญชีกลุ่มที่ต้องสงสัยเอาไว้แล้ว







