
กังขา'ฉุกเฉินมาตรฐานเดียว'รพ.เอกชนเสนอรัฐอุด2รูรั่ว
อีกเพียง 9 วัน มาสเตอร์พีซของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะจับต้องได้จริง ...
โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
อีกเพียง 9 วัน มาสเตอร์พีซของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะจับต้องได้จริง ... 1 เม.ย.นี้ 3 กองทุนสุขภาพ จะรักษาพยาบาลผู้ป่วยกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินด้วยมาตรฐานเดียว
นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ให้ความมั่นใจอีกครั้งผ่านที่ประชุมวิชาการ “หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในทศวรรษที่สอง” เมื่อวันที่ 22 มี.ค.ที่ผ่านมาว่า หลังจากนี้จะบูรณาการการทำงานของ 3 กองทุนสุขภาพ ได้แก่ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานประกันสังคม (สปส.) และสวัสดิการข้าราชการ เพื่อให้การรักษาพยาบาลมีประสิทธิภาพมากขึ้น
“ผู้ป่วยกรณีฉุกเฉินจะเข้ารับรักษาได้ทุกโรงพยาบาลเพียงยื่นบัตรประชาชน ส่วนค่าใช้จ่าย สปสช.จะเป็นผู้ดูแลโดยจะประสานกับต้นสังกัดที่ผู้ป่วยประกันสุขภาพไว้เอง” ยิ่งลักษณ์ ระบุ
ว่ากันตามข้อเท็จจริง ประโยชน์สูงสุดของนโยบายนี้คือ “ความสะดวกสบาย” ที่ประชาชนจะได้รับ แต่หลักประกันเรื่องมาตรฐานการให้บริการสำหรับผู้ป่วย 3 ระบบ กลับยังไม่ปรากฏ
ที่น่าสนใจมากกว่านี้คือ “รายละเอียดระหว่างบรรทัด” ที่ยังคลุมเครือ ในระยะยาวอาจกระทบต่อการให้บริการ
นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน มองว่า หลักการของนโยบายนี้ดี เห็นด้วยและพร้อมให้ความร่วมมือ แต่รัฐบาลจำเป็นต้องให้ความชัดเจนในรายละเอียด 2 ประเด็นสำคัญ 1.เมื่อรักษาผู้ป่วยจนอาการทุเลาแล้ว มีระบบส่งต่อกลับไปยังต้นสังกัดหรือไม่ 2.หน่วยงานใดจะทำหน้าที่ในการส่งต่อผู้ป่วย
นพ.เฉลิม แสดงความกังวลว่า ขณะนี้ระบบยังไม่สมบูรณ์ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาในอนาคตได้ ตัวอย่างเช่น หากโรงพยาบาลเอกชนรักษาผู้ป่วยจนอาการทุเลาลงแล้ว ตามหลักการผู้ป่วยควรถูกส่งกลับไปรักษาต่อยังโรงพยาบาลต้นสังกัดตามสิทธิประกันแต่ปัญหาคือหากโรงพยาบาลปลายทางแจ้งว่าเตียงไม่พอรองรับ ท้ายที่สุดผู้ป่วยก็ต้องอยู่ในโรงพยาบาลแรกเริ่มต่อไป
นอกจากนี้ ในขั้นตอนการขนย้าย หากให้โรงพยาบาลเอกชนเป็นผู้ขนส่งก็อาจจะเกิดความไม่เข้าใจ ท้ายที่สุดโรงพยาบาลเอกชนก็จะตกเป็นจำเลยของสังคมอีก ดังนั้นจึงอยากเรียกร้องให้สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เข้ามามีบทบาทรับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง
นพ.เฉลิม ชี้ให้เห็นรายละเอียดที่ยังไม่ชัดเจนอีกว่า รัฐบาลชัดเจนว่าจะให้ใช้บัตรประชาชนใบเดียวในการเข้ารับการรักษา ปัญหาที่จะเกิดขึ้นคือบัตรประชาชนไม่สามารถยืนยันตัวบุคคลได้ว่าใช้สิทธิประกันสุขภาพระบบใด หากผู้ป่วยอยู่ในกลุ่มข้าราชการท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ ซึ่งไม่ได้อยู่ใน 3 กองทุนสุขภาพ ก็จะมีปัญหาเรื่องการตั้งงบเบิกจ่าย
“แน่นอนว่าเมื่อมีผู้ป่วยมาอย่างฉุกเฉินโรงพยาบาลก็ต้องรับรักษา และเมื่อรักษาอย่างเต็มความสามารถไปแล้ว กลับพบว่าผู้ป่วยเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งไม่ได้ใช้สิทธิ 3 ระบบสุขภาพ คำถามคือโรงพยาบาลที่ให้การรักษาจะตั้งงบเบิกที่ใคร” นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชนกล่าวไว้อย่างน่าคิด
นพ.เฉลิม ย้ำว่า การรักษากับการเบิกจ่ายเป็นคนละประเด็น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เรื่องเงินแต่อยู่ที่ระบบ ยังไม่สมบูรณ์ รัฐบาลจึงต้องสร้างความชัดเจนก่อนเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 เม.ย.นี้
นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการ สปสช.ให้ข้อมูลว่า เตรียมชี้แจงขั้นตอนและวิธีการเบิกจ่ายให้โรงพยาบาลเอกชนทั้ง 315 แห่งทั่วประเทศ ในวันที่ 28-29 มี.ค.นี้ ส่วนการประชุมเพื่อหาแนวทางพนักงานรัฐวิสาหกิจจำนวน 4 แสนรายเข้าร่วมโครงการเมื่อวันที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา ยังไม่ได้ข้อยุติ เพราะแต่ละองค์กรมีข้อจำกัดที่แตกต่าง ในสัปดาห์หน้าจึงจะหารืออีกรอบ เป็นเหตุให้ไม่สามารถให้บริการคนกลุ่มนี้ได้ทันวันที่ 1 เม.ย.
ด้าน นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล รองเลขาธิการ สปส. ระบุถึงมติของคณะกรรมการการแพทย์ เมื่อวันที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมาว่า ทุกฝ่ายเห็นชอบแนวทางการรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินมาตรฐานเดียว ซึ่งจะทำให้ผู้ประกันตนไม่ต้องสำรองจ่าย แต่ยังมีข้อกังวลเรื่องนิยามกรณีฉุกเฉินที่ยังไม่ชัดเจน หลังจากนี้ในวันที่ 3 เม.ย. จะเสนอให้บอร์ด สปส.เห็นชอบ และบังคับใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องออกประกาศเพิ่มเติม
ระหว่างที่สัญญาณลดความเหลื่อมล้ำในระบบสุขภาพถูกส่งออกจากนโยบายรัฐบาล เครือข่ายแรงงานนำโดย วิไลวรรรณ แซ่เตีย รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย เข้ายื่นหนังสือต่อ เผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.แรงงาน และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน เรียกร้องให้นำร่างแก้ไข พ.ร.บ.ประกันสังคม เข้าสู่การพิจารณา ก่อนจะปิดสมัยประชุมในวันที่ 18 เม.ย.นี้







