posttoday
ทำไมตำรวจไม่เป็นกลาง

ทำไมตำรวจไม่เป็นกลาง

23 มีนาคม 2555

วิษณุ เครืองาม ในฐานะคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ผู้ทรงคุณวุฒิ มองมุมความเชื่อมโยง

โดย...กันติพิชญ์ ใจบุญ

วิษณุ เครืองาม ในฐานะคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ผู้ทรงคุณวุฒิ มองมุมความเชื่อมโยงระหว่างตำรวจกับการเมือง โดยอธิบายว่า ต้องเข้าใจก่อนว่าการเมืองก็เหมือนเหรียญสองด้าน ด้านบวกก็เป็นการทำหน้าที่เพื่อชาติบ้านเมือง พัฒนาในแง่บวก แต่อีกด้านหนึ่งของเหรียญก็คือวิชามารที่มีเล่ห์เพทุบายเข้าใส่กันเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจเงินทอง ซึ่งการเมืองที่เป็นเหรียญทั้งสองด้านดังกล่าว มีส่วนเชื่อมโยงกับตำรวจทันทีทั้งในด้านบวกและแง่ลบ กล่าวคือ หากตำรวจทำงานดี ประชาชนเป็นสุข ก็ส่งผลถึงงานการเมืองที่ออกมาในแง่ดี แต่ในแง่ลบก็ยังมีการโยกย้ายวิ่งเต้น ตำรวจบางนายอยากย้ายไปที่ดีๆ มีทั้งอำนาจ ยศ และโอกาสในการเจริญเติบโต การเมืองรู้จุดนี้ดี เมื่อผลประโยชน์ลงตัวระหว่างกัน ตำรวจอยากได้อะไร การเมืองก็ให้ได้

“ความยุ่งยากที่เกิดขึ้น เพราะการเมืองเข้ามาแทรกแซงตำรวจมากเกินไป และตำรวจก็เข้าไปแทรกแซงตำรวจด้วยเช่นกัน กลไกความเชื่อมโยงจึงมีมาทุกยุคสมัย เพราะตำรวจต้องการ P.R.O. คือ Power ที่ต้องการอำนาจ R คือ Rank ยศตำแหน่ง และ O คือ Opportunity โอกาสในการทำงาน และ P.R.O. ทั้งหมด การเมืองก็สามารถสนองตำรวจได้”

วิษณุ กล่าวว่า หลายคนคิดว่าตำรวจต้องเป็นกลางทางการเมืองเหมือนกับข้าราชการทั่วไป แต่ที่ตำรวจมีไม่เหมือนข้าราชการทั่วไป คือ ยศ ที่กลายเป็นว่าต้องมีให้ได้ รวมถึง P.R.O. ที่อยากได้อยากมี แต่บางครั้งได้แต่ P ไม่ได้ R ก็ไม่เอา หรือมี R ยศสูงขึ้น แต่เสียดาย P หรืออยากได้ O ด้วยจะได้ก้าวหน้า แต่จะได้อย่างไรให้สอดคล้องกันหมด การเมืองก็เข้ามาเกี่ยวทันทีเพราะสามารถให้ได้ กลายเป็นว่าเป็นการให้ท้ายกัน ตำรวจขอ 3 นักการเมืองให้ 10 แค่นี้ก็ซื้อใจกันแล้ว ถ้าเจตนาดีก็ดีไป แต่หากเป็นเจตนาร้ายก็กลายเป็นเหรียญด้านที่สอง แต่ระวังให้ดี หากเกิดไม่ชอบหน้ากันขึ้นมา การเมืองก็สามารถดึง P.R.O. กลับมาจากตำรวจที่เคยให้ได้เช่นกัน

ทำไมตำรวจไม่เป็นกลาง

 

“ตำรวจกับการเมือง ภาพที่เห็นได้ชัดในแง่มีความเชื่อมโยงกัน เช่นกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลตำรวจ ดันตำรวจชั้นประทวนติดดาวเป็น ร.ต.ต.ถึง 5 หมื่นนาย เมื่อก่อนไม่มีการคิดถึงเรื่องนี้ เพราะเมื่อเอาประทวนติดดาว แล้วจะเหลือประทวนที่ไหนไว้ใช้งาน แต่ด้วยอำนาจของ ร.ต.อ.เฉลิม ก็สามารถเพิ่มตำแหน่ง หาตำรวจชั้นประทวนเข้ามาเสริม คือ ประทวนติดดาวเท่าไร ก็หาเข้ามาจำนวนเท่ากัน นี่คือการเชื่อมโยงอย่างเห็นได้ชัด”

อย่างไรก็ตาม การเป็นกลางทางการเมืองก็ไม่สามารถไปบ่งบอกกันได้ เพราะตำรวจคือประชาชนคนหนึ่ง มีสิทธิจะชอบพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่งได้ แต่เมื่ออยู่ในชุดเครื่องแบบ อยู่ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ความเป็นกลางจะต้องเกิดขึ้น แต่อีกเรื่องที่ตำรวจไทยกำลังสูญเสียไป เพราะถูกครอบงำในวงจรของการเมืองคือเรื่อง “คุณธรรม” หรือหลัก “นิติธรม” ที่ต้องนำมาใช้ในการทำงาน ทั้งนี้เห็นว่าการเสนอชื่อแต่งตั้งนายพลแต่ละครั้ง จะเห็นแต่เพียงว่าตำรวจคนนี้ต้องได้ยศ เพราะทำงานดี มีความอาวุโส แต่ไม่เคยมีการนำหลักนิติธรรมหรือคุณธรรมมาพิจารณาให้ยศกัน

“ผมเห็นว่าตำรวจควรจะไปเกี่ยวข้องกับประชาชนให้มากขึ้นจะดีกว่า ประชาชนนี่แหละจะเป็นเกราะชั้นดีให้กับตำรวจ ป้องกันการกลั่นแกล้งโยกย้ายได้ แต่หากตำรวจเลว ประชาชนก็จะจัดการเอง ผมอยากเห็นภาพชาวบ้านมาร้องไห้เมื่อเห็นว่าตำรวจที่รัก ผู้กำกับที่รักถูกย้ายอย่างไม่เป็นธรรมมากกว่า แน่นอนว่าเมื่อถึงเวลานั้นการเมืองก็เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยไม่ได้” วิษณุ เล่า

จุรี วิจิตรวาทการ ประธานศูนย์สาธารณประโยชน์และประชาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวว่า ตำรวจกับการเมืองมีวิกฤตศรัทธาเหมือนกัน แต่ก็ไม่แปลก เพราะที่ผ่านมาก็เกิดวิกฤตศรัทธาในหลายกลุ่มอาชีพ โดยเฉพาะภาคการเมืองมีวิกฤต เพราะไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชน เช่นเดียวกับตำรวจมีส่วนหนึ่งทุจริตคอร์รัปชัน ไม่เป็นกลาง เป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมือง เป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจ แต่ลึกๆ แล้วปัญหาไม่ใช่เกิดจากโครงสร้างของตำรวจหรือการเมือง แต่เป็นเพราะระบบอุปถัมภ์ของเราที่มีมานาน ซึ่งเปลี่ยนสถานะจาก “ไพร่” ให้เป็น “นาย” และเลื่อนยศตำแหน่งได้

พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า การเมืองกับตำรวจแยกกันออกไม่ได้ เพราะนายกรัฐมนตรีก็ยังเป็นประธาน ก.ตร. มีอำนาจในมือตามกฎหมาย เป็นส่วนหัวที่สามารถคุมข้าราชการได้ การแต่งตั้งต่างๆ การเมืองก็ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกัน แต่ที่สำคัญเมื่อมีการเมือง ตำรวจก็ต้องถูกสังคมคาดหวังว่า “ต้องเป็นกลางทางการเมือง” แต่ไม่มีใครบอกเลยให้นักการเมืองต้องเป็นกลาง มีแต่เพียงเรื่องมารยาทเท่านั้น การเมืองจึงเข้ามาแทรกแซงในวงราชการได้ ลักษณะต่างตอบแทนซึ่งกันและกัน เมื่อการเมืองช่วยเหลือเกื้อกูลตำรวจ ตำรวจก็จะผูกผลประโยชน์กับฝ่ายการเมืองนั้นทั้งโดยตรงและโดยอ้อม โดยหากตำรวจมีจริยธรรมจริง ปัญหาเรื่องนี้ก็น่าจะเบาบางได้

พล.ต.อ.อชิรวิทย์ กล่าวว่า ที่การเมืองแทรกแซงตำรวจมาตลอดเพราะเป็นไปตามระบบ ดังนั้นถ้าตำรวจกลัวอิทธิพลของการเมืองเมื่อไร ก็จะไม่ได้รับเกียรติ แต่ถ้าไม่กลัว ไม่โกง เกียรติจะเกิดขึ้น และการแทรกแซงทางการเมืองจะไม่เกิดขึ้น

“วันนี้องค์กรตำรวจต้องมีอิสระทางความคิดทางการเมืองและการปฏิบัติ เพื่อให้ความอิสระสนองต่อการรับใช้ประชาชน และถ้าฝ่ายการเมืองคิดว่าถ้ากุมตำรวจแล้วจะกุมได้หมด ผมบอกว่าไม่จริง เพราะคนที่มีอิทธิพลจริงใน สตช. คือตำรวจชั้นผู้น้อยที่มีเป็นแสนคน ไม่ใช่นายพล นายพัน นายร้อย และการเมืองแทรก แต่อย่าไปกลัว ถ้ากลัวบัญชีสวรรค์ชั้น 7 นรกชั้น 8 ก็เตรียมเดินเข้าคุกได้เลย” พล.ต.อ.อชิรวิทย์ กล่าว

 

ข่าวล่าสุด

คนไทยใช้ AI ดีขึ้น แต่ยังพบช่องว่างระหว่างคนรุ่นใหม่-ผู้สูงวัย ชัด

คนไทยใช้ AI ดีขึ้น แต่ยังพบช่องว่างระหว่างคนรุ่นใหม่-ผู้สูงวัย ชัด