posttoday
มะกันลุยศึกการค้าจีน งัดวิธีสกปรกบีบมังกรคว่ำอิหร่าน

มะกันลุยศึกการค้าจีน งัดวิธีสกปรกบีบมังกรคว่ำอิหร่าน

23 มีนาคม 2555

โดย...ณัฐสุดา จิตตปาลพงศ์

โดย...ณัฐสุดา จิตตปาลพงศ์

ถือเป็นอีกข่าวใหญ่ในวงการเศรษฐกิจโลกเมื่อมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐประกาศขีดเส้นตายจีน อินเดีย และเกาหลีใต้ ให้เร่งลดการนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านภายในวันที่ 28 มิ.ย. มิฉะนั้นอาจต้องเจอมาตรการคว่ำบาตรทางการเงินของจริงจากลุงแซม

ที่ผ่านมา สหรัฐได้พยายามบีบชาติต่างๆ ทั้งในเอเชียและยุโรปอย่างหนัก ซึ่งถือเป็นลูกค้าน้ำมันอิหร่านรายใหญ่ ให้เลิกอุดหนุนน้ำมันจากเตหะราน เพื่อกดดันให้อิหร่าน ยุติโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ แม้ทางอิหร่านจะยืนยันด้วยเสียงหนักแน่นมาโดยตลอดว่ามีจุดประสงค์ในเชิงสันติก็ตาม

ในเบื้องต้น 10 ชาติยุโรปและญี่ปุ่นได้พร้อมใจกันประกาศผนึกกำลังกับสหรัฐด้วยการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน จน ฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ต้องออกมากล่าวยกย่องประเทศเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งญี่ปุ่น ที่ยอมเสียสละเพื่อส่วนรวมแม้ยังจะต้องปวดหัวกับปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศก็ตาม

ทว่า สิ่งที่ปรากฏเด่นชัดขณะนี้ก็คือ ท่าทีที่แข็งกร้าวของรัฐบาลแดนมังกรที่ไม่ยอมอ่อนข้อต่อข้อเรียกร้องของสหรัฐพร้อมส่งสัญญาณเดินหน้าอุดหนุนน้ำมันอิหร่านต่อไป

เพราะต้องไม่ลืมว่า จีนเป็นประเทศที่บริโภคพลังงานสูงสุดในโลก ซึ่งหากนับเฉพาะน้ำมันแล้วจัดว่าบริโภคมากสุดเป็นลำดับสองรองจากสหรัฐเลยทีเดียว

มะกันลุยศึกการค้าจีน งัดวิธีสกปรกบีบมังกรคว่ำอิหร่าน

น้ำมันราว 11% ที่จีนนำเข้าทั้งหมดนั้นมาจากอิหร่าน โดยเมื่อปี 2554 จีนนำเข้าน้ำมันอิหร่านมากถึง 5.6 แสนบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นผู้ซื้อน้ำมันอิหร่านรายใหญ่เช่นกัน นำเข้าเพียง 2.51 แสนบาร์เรล และ 2.44 แสนบาร์เรลต่อวัน ตามลำดับ

และยิ่งปัจจุบัน เศรษฐกิจจีนอยู่ในช่วงขาลง การขาดน้ำมันก็อาจส่งผลให้เศรษฐกิจแดนมังกรเข้าสู่ภาวะชะลอตัวอย่างรุนแรง หรือ “ฮาร์ด แลนดิง” ก็เป็นได้

หรือกล่าวอีกอย่างก็คือ การลดนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านของจีนก็เท่ากับเป็นการทำร้ายตัวเองนั่นเอง

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า นอกจากจะมีเศรษฐกิจของประเทศเป็นเดิมพันแล้ว สาเหตุสำคัญอีกประการที่ส่งผลให้จีนไม่ยอมให้ความร่วมกับสหรัฐในการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านนั้น ก็เพราะความไร้ซึ่งความชอบธรรมของกฎหมายสหรัฐนั่นเอง

ล่าสุด หนังสือพิมพ์พีเพิล เดลี ซึ่งถือเป็นกระบอกเสียงสำคัญของรัฐบาลจีน ได้ออกโรงตำหนิมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านของสหรัฐว่า ไม่เพียงแต่เป็นการกระทำที่ “เห็นแก่ตัว” แล้ว ยังจะยิ่งฉุดสถานการณ์ความตึงเครียดเรื่องโครงการนิวเคลียร์อิหร่านให้เลวร้ายลงไปอีก

“การกระทำของสหรัฐเข้าข่ายการกระทำตามอำเภอใจ ซึ่งหมายความว่า สหรัฐกำลังใช้กฎของตัวเองเป็นกฎของโลก ทุกคนต้องทำตาม ไม่เช่นนั้นจะถูกลงโทษ” สื่อจีนตำหนิ

ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับความเห็นของหลิว เว่ยหมิน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ซึ่งเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ได้ออกโรงวิพากษ์วิจารณ์กฎหมายคว่ำบาตรอิหร่านของสหรัฐว่าเป็นกฎหมายที่ไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง

เพราะจากที่เคยเป็นเพียงความขัดแย้งระหว่างไม่กี่ประเทศ ขณะนี้วิกฤตนิวเคลียร์อิหร่านได้แผ่ขยายเป็นวงกว้างภายหลังสหรัฐตัดสินใจดึงชาติต่างๆ ทั่วโลกเข้าร่วมด้วยการร่ายกฎหมายฉบับใหม่ที่ไร้ซึ่งความชอบธรรม และกำลังจะยกระดับกลายเป็นการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ

เพราะต้องไม่ลืมว่า ภายใต้กฎหมายฉบับดังกล่าว กรุงวอชิงตันสามารถลงดาบสถาบันการเงินต่างชาติที่ทำธุรกรรมการเงินกับสถาบันการเงินของอิหร่าน หากชาตินั้นๆ ไม่ยอมลดการซื้อน้ำมันจากอิหร่าน

หรือพูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ ชาติใดที่ไม่ยอมเลิกอุดหนุนน้ำมันจากอิหร่านก็เสี่ยงที่จะถูกคว่ำบาตรห้ามทำธุรกรรมการเงินในสหรัฐนั่นเอง

ประเทศต่างๆ ที่ต้องพึ่งพาน้ำมันจากอิหร่านจึงตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกันเป็นแถว เพราะหากยอมคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านก็เท่ากับว่าต้องหาแหล่งน้ำมันอื่น ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลยในปัจจุบัน

ทว่า ในทางกลับกัน หากยืนหยัดที่จะซื้อน้ำมันจากอิหร่านต่อไปก็จะถูกกีดกันไม่ให้ทำธุรกรรมทางการเงินกับหน่วยงานและบริษัทในสหรัฐ

ทั้งนี้ หากย้อนกลับไปพิจารณาความเคลื่อนไหวต่างๆ ของสหรัฐในช่วงเวลาที่ผ่านมา ก็จะพบว่ารัฐบาลเมืองลุงแซมนั้นได้ดำเนินมาตรการที่ไม่เป็นธรรมต่อชาติต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคู่ค้ารายใหญ่อย่างจีน

ไล่เรียงตั้งแต่การต่อชีวิตกฎหมายตั้งภาษีสกัดสินค้าจีนหลายรายการ โดยอ้างว่าเป็นการตอบโต้การค้าไม่เป็นธรรม เพราะรัฐบาลจีนเข้าแทรกแซงและควบคุมการค้า ด้วยการใช้วิธีอุดหนุนราคาช่วยผู้ส่งออก

หรือจะเป็นการจับมือกับยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าทั้งคู่เป็นลูกหม้อของสหรัฐนั้น เดินหน้าฟ้องมาตรการจำกัดการส่งออกแร่ธาตุหายากของจีนกับองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) โดยอ้างว่า เป็นการผูกขาดของจีนจนทำให้ประเทศคู่ค้าเสียเปรียบ

นอกจากนี้ ยังเรียกเก็บภาษีนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์จากจีน โดยอ้างว่าผู้ผลิตจีนได้รับเงินสนับสนุนอย่างไม่โปร่งใสจากรัฐบาล

และล่าสุดก็คือ การออกโรงขู่คว่ำบาตรทางการเงินจีนหากพญามังกรไม่ยอมลดนำเข้าน้ำมันอิหร่าน

ทั้งนี้ สิ่งหนึ่งที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์ทั่วโลกเห็นพ้องต้องกันก็คือว่า นับตั้งแต่ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจ สหรัฐได้กลายเป็นขาใหญ่หนึ่งเดียวที่มีสิทธิพิเศษในการแหกกฎและละเมิดกติกาโลก

เพราะต้องไม่ลืมว่า สหรัฐเองก็เคยใช้วิธีสกปรกเพื่อสร้างความได้เปรียบให้กับตัวเอง เช่น การใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่ในขณะเดียวกันกระแสทุนจากสหรัฐที่เกิดจากการ “พิมพ์แบงก์เอง” ก็ไหลทะลักเข้าสู่เอเชียระลอกใหญ่ ส่งผลให้ที่ค่าเงินของเอเชียแข็งขึ้นกันถ้วนหน้าอย่างรุนแรงกระทบการส่งออก และเศรษฐกิจในภาพรวมของหลายประเทศ

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สหรัฐจะอาศัยความได้เปรียบในการเป็น “มหาอำนาจ” ด้วยการใช้วิธีสกปรกบีบบังคับจีนให้เลิกอุดหนุนน้ำมันอิหร่านในครั้งนี้

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ออกโรงเตือนว่า ประเด็นเรื่องอิหร่านอาจจุดชนวนให้เกิดสงครามการค้าระลอกใหม่ระหว่างสหรัฐกับจีน เพราะถ้าพิจารณาแล้วคิดว่า จีนไม่น่าจะยอมอ่อนข้อให้สหรัฐง่ายๆ

“ขณะนี้ รัฐบาลจีนกำลังให้ความสำคัญกับความมั่นคงด้านพลังงานภายในประเทศเป็นสำคัญ ดังนั้นดูเหมือนว่า ประเด็นเรื่องความร่วมมือกับตะวันตกเรื่องวิกฤตนิวเคลียร์อิหร่านจะไม่ใช่ปัญหาหลักของจีนขณะนี้” ฮาร์ช วี แพนท์ อาจารย์ด้านวิชาการป้องกันประเทศจากมหาวิทยาลัยคิงส์คอลเลจของอังกฤษ กล่าว

และที่สำคัญก็คือ หากจีนโดนคว่ำบาตรจากการไม่ยอมร่วมมือกับสหรัฐ พญามังกรก็พร้อมงัดไม้เด็ดมาสู้กับสหรัฐทุกเมื่อ

ดังนั้น เรียกได้ว่า ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเปราะบางอยู่ในปัจจุบัน โลกจะต้องเตรียมรับมือกับสงครามการค้าระหว่างสองมหาอำนาจของโลกที่พร้อมปะทุขึ้นทุกเมื่อ

เพราะรับรองได้ว่า เปิดฉากเมื่อใด จะยิ่งซ้ำเติมสภาพเศรษฐกิจโลกที่ง่อนแง่นอยู่แล้ว ให้เลวร้ายลงกว่าเดิมอย่างแน่นอน m

 

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์