
พท.ยึดสภาเขย่ากองทัพรุกคู่ขนานเสื้อแดง
บรรยากาศการเมืองเริ่มระอุขึ้นอีกครั้ง เมื่อขยับเข้าใกล้ 12 มี.ค. ดีเดย์ชุมนุมใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์ของคนเสื้อแดง กับการเตรียมระดมคนนับล้านแสดงพลังมวลชนกดดันรัฐบาล
“ล้มกระดาน” ยุบสภาคืนอำนาจประชาชนนอกจากการตระเตรียมงาน วางแผนอย่างเป็นระบบ ทั้งการลำเลียงคนทั่วประเทศ กำหนดจุดระดมมวลชน แผนการเคลื่อนพล ไปจนถึง เรื่องอาหารการกิน รถยนต์ ห้องน้ำ ที่แบ่งงานวางคนรับผิดชอบไว้พร้อมสรรพเรียบร้อย
การปลุกกระแสมวลชนที่ผ่านมา
“เสื้อแดง” ยังเดินเกมปูทางสู่วันเผด็จศึกลิดรอน ฝ่ายตรงข้าม ไล่มาตั้งแต่ การถล่ม “อำมาตย์” ตั้งแต่ การไล่บี้เรื่องที่ดินเขายายเที่ยง จน พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ต้องรื้อสิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่รุกคืบตามมาด้วยการเปิดประเด็นต่อเนื่องกระทบชิ่งไปถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ กับกรณีสนามกอล์ฟบริเวณป่าสงวนแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว ตามมาด้วยการปลุกมวลชนคนเสื้อแดงเดินแผนดาวกระจายไป
“กดดัน” ทั้งกรมป่าไม้และอัยการสูงสุดเพื่อเร่งรัดให้ดำเนินคดี ตั้งใจดิสเครดิต “อำมาตย์” และสามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนได้ไม่น้อยเป้าถัดมาหนีไม่พ้น
“ผู้พิพากษา” ในคดียึดทรัพย์หลังมีคำตัดสินยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท ล่าสุด ทนายเสื้อแดง ยื่นเรื่องประธานวุฒิสภา เตรียมล่ารายชื่อ 2 หมื่นคน ยื่นถอดถอนผู้พิพากษา แบบไม่สนคำขู่เตรียมฟ้องกลับนอกจากการ
“ต่อสู้” หลัง พ.ต.ท.ทักษิณ ส่งเสียงประกาศข้ามประเทศว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมแล้ว การเลือกเจาะจงพุ่งเป้าไปถึง “ศาล” ยังมีนัยสำคัญกับการสร้างความปั่นป่วนให้สถาบันที่เป็นเสาหลักและได้รับความไว้วางใจจากสังคมทว่าเป้าใหญ่อย่าง
“กองทัพ” หนึ่งใน “เสาค้ำยัน” ของรัฐบาลก็กำลังระส่ำระสายกับการถูกรุมโจมตีอย่างหนัก โดยเฉพาะจากสมาชิกพรรคเพื่อไทย ที่อาศัยเวทีสภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบการใช้งบประมาณที่มีแผลให้ขุดคุ้ยหลายจุดยิ่งเห็นผลจากกรณีเครื่องตรวจวัตถุระเบิด จีที 200 ที่ส่งผลรุนแรงจนบิ๊กป๊อกพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ต้องออกโทรทัศน์ชี้แจงข้อครหาของสังคม กับเงื่อนงำการใช้งบประมาณ 751 ล้านบาทของกองทัพ ในปีงบประมาณ 25502553
แม้ ครม.จะมีมติให้ระงับการจัดซื้อ จีที 200 เพิ่มเติม แต่อีกด้านการตรวจสอบหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดียังคงต้องดำเนินต่อไป โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยที่พยายามจี้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสาวไปถึงต้นตอการจัดซื้อในอดีต
ทำให้ลงไปเกาะติดตรวจสอบโครงการจัดซื้อจัดจ้างหลายประเด็นในกองทัพ ผ่านกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนฯ ที่ พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ เป็นประธาน ทำให้สามารถเข้าไปขุดคุ้ยเรียกเอกสาร เรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง
ล่าสุดทางกรรมาธิการฯ ออกมาแฉพิรุธการจัดซื้อยานเกราะล้อยางจากยูเครน งบกว่า 4 พันล้านบาท ที่มีปัญหาเรื่องเครื่องยนต์จากเยอรมนี สุดท้ายนำมาสู่การเปลี่ยนเครื่องยนต์ในรุ่นที่ด้อยกว่า ทำให้กองทัพเสียประโยชน์ และส่อขัดทีโออาร์
ทาง พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ยังตั้งข้อสังเกตต่อกรรมาธิการฯ ว่า การเปลี่ยนเครื่องยนต์ของกองทัพเข้าข่ายการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของสัญญา ซึ่ง สตง. จะตรวจสอบต่อไปว่าใครเป็นผู้อนุมัติ
นี่จึงเป็นอีกแผลของกองทัพ ที่ทางกรรมาธิการฯ เกาะติดเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง ในการประชุมสัปดาห์หน้า เพื่อสรุปข้อเท็จจริงทั้งหมด พร้อมสาวไปถึงต้นตอ
ตามติดด้วยการตรวจสอบ การจัดซื้อ
“บอลลูน” เรือเหาะตรวจการณ์ เพื่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ งบประมาณ 350 ล้านบาท ที่ยังไม่เคยมีการทดสอบประสิทธิภาพก่อนการซื้อว่าใช้งานได้จริงจนวันนี้จ่ายเงินไปแล้ว 70% แต่ยังไม่สามารถใช้งานได้ กลายเป็นที่วิตกว่าอาจซ้ำรอยเครื่องตรวจวัตถุระเบิด จีที 200 และกลายเป็นอีกปัจจัยรุมเร้ากองทัพ ทั้งในแง่เงื่อนงำการใช้งบประมาณและขวัญกำลังใจคนปฏิบัติงานในพื้นที่
การเดินเกมคู่ขนานของพรรคเพื่อไทย พุ่งเป้า
“ดิสเครดิต” กองทัพผ่านกลไกสภาผู้แทนราษฎร จึงเป็นอีกยุทธศาสตร์ทำลายขวัญและกำลังใจฝั่งตรงข้ามก่อนการเริ่มต้นชุมนุมใหญ่วันที่ 12 มี.ค.เพราะนอกจาก บทบาทของ
“กองทัพ” ในฐานะเสาค้ำยันรัฐบาลแล้ว กองทัพยังมีภารกิจสำคัญคือการสกัดกั้นการชุมนุมใหญ่ครั้งนี้ไม่ให้ลุกลามบานปลายกลายเป็นความรุนแรงการพุ่งเป้าทำลายความน่าเชื่อถือกองทัพ นอกจากจะส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล อีกด้านหนึ่งยังสร้างแรงบีบให้กับกองทัพกับการควบคุมการชุมนุมเที่ยวนี้ แม้แต่แนวคิดที่จะอาศัยสถานการณ์ความรุนแรงเพื่อนำไปสู่การปฏิวัติ เป็นไปได้ยากขึ้น
สอดรับกับแผนการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง ที่พุ่งเป้าเตรียมเดินสายปิดล้อมค่ายทหาร คุมกำลังในการปฏิวัติ ตามแผนของแกนนำเสื้อแดงประกาศไปก่อนหน้านี้ อาทิ กรมทหารราบที่ 2 จ.ปราจีนบุรี กรมทหารราบที่ 21 จ.ชลบุรี กรมทหารราบที่ 31 จ.ลพบุรี กองพลที่ 9 กาญจนบุรี
กดดันไม่ให้ทหารออกมาใช้กำลังในการควบคุมการชุมนุม แม้จะถูกมองว่าเป็นความพยายามยั่วยุกดดันของฝ่ายเสื้อแดงเพื่อให้ทหารออกมาใช้ความรุนแรงกับกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งมีแต่จะสร้างความพ่ายแพ้ให้กับกองทัพและรัฐบาล
อีกด้านหนึ่งยังถูกมองว่าพยายามอาศัยสถานการณ์ เสี้ยมให้เกิดความแตกแยกระหว่างกองทัพกับรัฐบาล อันจะช่วยให้เกมของคนเสื้อแดงเดินสู่เป้าหมายได้ง่ายและเร็วขึ้น ดังจะเห็นจากที่ จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดงออกมาแสดงความคิดเห็นว่า
“
ในทางการข่าวเวลานี้ต้องยอมรับว่า ในกองทัพเองไม่ได้มีความเป็นเอกภาพอะไรเลย บางคนสามหน้า สี่หน้า ห้าหน้า ก็มีว่ากันอย่างนี้เลย และวันนี้คุณอภิสิทธิ์ก็ไม่ได้ง่ายแบบสงกรานต์เลือด... เพราะว่าภายในกองทัพเอง เขาก็ไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์กับคุณอภิสิทธิ์ หรือรัฐบาลชุดนี้”ทั้งหมดนี้จึงเป็นขั้นตอนที่ถูกจัดวางไว้ในแผนทั้งหมด เหลือแค่การนำไปสู่การปฏิบัติ และรอติดตามผลที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ว่า ความเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงเที่ยวนี้จะนำไปสู่ผลลัพธ์สุดท้ายอย่างที่ตั้งใจหรือไม่







