
โคนี2012มุมมองที่ตื้นเขิน
กำลังกลายเป็นกระแสความสนใจของคนไปทั่วทั้งโลก เมื่อกลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนที่มีนามว่า
กำลังกลายเป็นกระแสความสนใจของคนไปทั่วทั้งโลก เมื่อกลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนที่มีนามว่า
อินวิซิเบิลชิลเดรน ผุดแคมเปญและทำคลิปวิดีโอที่มีชื่อว่า “โคนี 2012” เพื่อกระตุ้นเตือนให้คนทั้งโลกหันมาตระหนักและรับรู้ถึงปัญหาความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะต่อเด็กในยูกันดาและประเทศใกล้เคียงที่เป็นอยู่ในขณะนี้
สาเหตุที่ต้องตั้งชื่อว่า โคนี 2012 นั้น ก็เพราะ โคนี เป็นชื่อของแกนนำคนสำคัญของกองกำลังต่อสู้แบ่งแยกดินแดนในยูกันดา ซึ่งวิธีที่ใช้ต่อสู้กับรัฐบาลของกลุ่มโคนีนั้นได้ใช้วิธีที่ป่าเถื่อนรุนแรง เช่น ใช้การลักพาตัวเด็กและบังคับให้เป็นทหาร หรือการจับเด็กผู้หญิงมาเพื่อบังคับให้เป็นโสเภณีในกองทัพ
ฉะนั้น กลุ่มนักเคลื่อนไหวดังกล่าวจึงเอาชื่อมาเป็นหัวข้อแคมเปญในการเคลื่อนไหว ส่วนเลขปี 2012 นั้น คือเป้าหมายที่จะทำให้เรื่องดังกล่าวกลายเป็นกระแสของปีนี้ และหวังว่าจะนำไปสู่การยุติปัญหาด้วยการให้กองกำลังต่างชาติเข้าแทรกแซง
ทว่า บทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์เจแปนไทมส์ของญี่ปุ่น กลับเห็นว่าแม้จะเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมที่กลุ่มอินวิซิเบิลชิลเดรนสามารถผลักดันให้เรื่องราวของโคนี กลายเป็นที่รับรู้ของคนไปทั่วทั้งโลกได้ แต่วิธีการนำเสนอที่ทางกลุ่มนำมาถ่ายทอด กลับเป็นการเสนอมุมมองต่อปัญหาที่ตื้นเขินเกินไป
ทั้งๆ ที่จริงแล้วปัญหาที่เกิดขึ้นในยูกันดานั้นเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างมากกว่าตัวบุคคล เนื่องจากรัฐบาลยูกันดาอ่อนแอและไม่สามารถให้การคุ้มครองความปลอดภัยแก่ประชาชนได้ และต่อให้มีการจับกุมตัว โคนี ได้ ปัญหาดังกล่าวก็ไม่น่าจะจบลง เพราะจะมีโคนี คนใหม่ๆ ขึ้นมาแทนที่ และปัญหาอาจรุนแรงกว่าเก่า
ดังนั้น วิธีการแก้ปัญหาดังกล่าวจะต้องมีมุมมองที่เข้าใจต่อปัญหาที่ลึกซึ้งมากกว่านี้ และควรจะไปแก้ที่โครงสร้างมากกว่าที่จะไปเพ่งเล็งเฉพาะตัวบุคคลที่เปรียบเสมือนการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุอย่างแท้จริง







